เมื่อความขัดแย้งกลายเป็นเชื้อไฟบนเวทีศาสนา
  จำนวนคนเข้าชม  51

เมื่อความขัดแย้งกลายเป็นเชื้อไฟบนเวทีศาสนา

 

เรียบเรียงโดย  อิสมาอีล  กอเซ็ม  

 

มวลการสรรเสริญเป็นเอกสิทธิ์ของอัลลอฮฺผู้อภิบาลแห่งสากลโลก 

     ในวันที่ข่าวสงครามและความขัดแย้งเดินทางมาถึงผู้คนผ่านหน้าจอแทบทุกชั่วโมง ผู้มีความรู้ทางศาสนายิ่งต้องระมัดระวังคำพูดของตนเอง เพราะประชาชนจำนวนมากรับฟังนักวิชาการด้วยความไว้วางใจ เขาอาจตั้งคำถามกับนักการเมืองหรือผู้ประกาศข่าว แต่เมื่อผู้พูดอ้างอายะฮ์และหะดีษ เขามักเชื่อว่าสิ่งที่กำลังได้ยินผ่านการตรวจสอบมาแล้ว ความไว้วางใจเช่นนี้ทำให้ทุกถ้อยคำมีน้ำหนัก และทำให้ความผิดพลาดของผู้พูดส่งผลไกลกว่าที่เจ้าตัวอาจคาดคิด

 

     สิ่งที่ควรเป็นห่วงจึงได้แก่ การนำข่าวความขัดแย้งมาเล่าในลักษณะที่ทำให้ผู้ฟังค่อย ๆ สูญเสียความเป็นธรรม เริ่มจากความเจ็บปวดต่อผู้ถูกกระทำ กลายเป็นความโกรธต่อผู้กระทำ แล้วขยายไปสู่ความเกลียดชังผู้คนทั้งชาติ ทั้งกลุ่ม หรือทุกคนที่ไม่ได้แสดงท่าทีตรงกับผู้บรรยาย ระหว่างทางนั้น ข้อเท็จจริงอาจถูกย่อจนเหลือเพียงเรื่องเล่าที่แบ่งมนุษย์ออกเป็นฝ่ายของเราและฝ่ายของเขา ใครตั้งคำถามกับข้อมูลก็ถูกสงสัยว่าเข้าข้างศัตรู ใครเสนอให้ระมัดระวังถ้อยคำก็ถูกมองว่าไม่มีความห่วงใยต่อพี่น้อง

 

      เมื่อบรรยากาศเดินมาถึงจุดนี้ ผู้มีความรู้ต้องกลับมาตรวจสอบวิธีการของตนอย่างจริงจัง เพราะความเจ็บปวดของประชาชนเป็นความรับผิดชอบที่ต้องดูแล การนำความเจ็บปวดนั้นมาเร่งเร้าโดยไม่ให้ความรู้ที่เพียงพอ อาจทำให้ผู้ฟังพร้อมกล่าวหา พร้อมประณาม และพร้อมส่งต่อทุกข้อความที่ทำร้ายฝ่ายที่ตนไม่ชอบ แม้ข้อความนั้นยังไม่ได้รับการพิสูจน์ก็ตาม

 

     การย้อนกลับไปพิจารณาการดะอ์วะฮ์ของท่านนบี ﷺ ในยุคมักกะฮ์ ช่วยให้เราเห็นความสำคัญของการสร้างรากฐานในหัวใจ ท่านหญิงอาอิชะฮ์ رضي الله عنها อธิบายถึงการประทานอัลกุรอานช่วงแรกว่า มีการกล่าวถึงสวรรค์และนรก ก่อนที่บทบัญญัติเรื่องสิ่งอนุมัติและสิ่งต้องห้ามจะตามมาเมื่อผู้คนยอมรับอิสลามแล้ว 

    รายงานนี้สะท้อนความสำคัญของการอบรมให้มนุษย์รู้จักพระเจ้าและตระหนักถึงการตอบแทน ก่อนแบกรับรายละเอียดของข้อปฏิบัติที่ตามมา

(เศาะฮีห์อัลบุคอรี หมายเลข 4993)

 

     หัวใจที่สำนึกถึงการสอบสวนในวันอาคิเราะฮ์ย่อมต้องระวังลิ้นของตนเองด้วย

 

     ผู้เรียนอากีดะฮ์ควรเข้าใจว่า การใส่ร้ายผู้อื่นเป็นเรื่องที่ตนต้องรับผิดชอบ การส่งต่อข่าวเท็จอาจทำลายชีวิตคน และความโกรธที่มีต่อความอยุติธรรมไม่ได้ให้อำนาจแก่ตนที่จะอยุติธรรมเสียเอง หากการเรียนศาสนาทำให้คนมั่นใจในการตัดสินผู้อื่นมากขึ้น แต่กลับระมัดระวังตนเองน้อยลง เราควรถามว่าการอบรมนั้นขาดอะไรไป

 

     อย่างไรก็ตาม การกล่าวว่าท่านนบี ﷺ ในยุคมักกะฮ์ไม่เกี่ยวข้องกับการเมืองเลย ย่อมกว้างเกินหลักฐาน อัลกุรอานกล่าวถึงเหตุการณ์ของชาวโรมันในสูเราะฮ์อัรรูม และคำสอนในยุคมักกะฮ์ก็มีเนื้อหาเกี่ยวกับความรับผิดชอบต่อเพื่อนมนุษย์ ประเด็นสำคัญจึงอยู่ที่การให้วะห์ยูเป็นหลักกำกับความเข้าใจเหตุการณ์ และไม่ปล่อยให้อารมณ์จากเหตุการณ์เข้ามากำหนดว่าเราจะเลือกใช้หลักฐานใด หรือยอมละเลยหลักการข้อใด

 

     เมื่อนำมาพิจารณาสภาพปัจจุบัน นักวิชาการย่อมกล่าวถึงสงคราม การกดขี่ และความเดือดร้อนของประชาชนได้ ทั้งยังอาจมีหน้าที่ต้องชี้แจงในขอบเขตความรู้ของตน แต่ต้องซื่อตรงพอที่จะแยกให้ผู้ฟังเข้าใจว่า ส่วนใดเป็นข้อเท็จจริงที่ตรวจสอบแล้ว ส่วนใดเป็นรายงานที่ยังต้องรอการยืนยัน และส่วนใดเป็นข้อวิเคราะห์ของผู้พูดเอง การยกอายะฮ์มาประกอบการวิเคราะห์ ไม่ได้ทำให้ข้อวิเคราะห์ทั้งหมดมีสถานะเท่ากับวะห์ยู

 

     ปัญหาจะรุนแรงขึ้นเมื่อผู้บรรยายนำท่าทีต่อประเทศ ผู้นำ หรือกลุ่มการเมืองมาเป็นเครื่องวัดความศรัทธาของผู้ฟัง ทั้งที่เรื่องนั้นอาจมีรายละเอียดซึ่งคนทั่วไปเข้าถึงไม่ครบ การเห็นต่างในการประเมินสถานการณ์จึงถูกยกระดับเป็นความบกพร่องทางศาสนาอย่างง่ายดาย ผู้ฟังค่อย ๆ เรียนรู้ว่า การเป็นคนดีหมายถึงการแสดงความโกรธให้ตรงกับผู้พูด และการตั้งข้อสงสัยต่อผู้พูดอาจทำให้ตนถูกขับออกจากวงของคนที่ถือว่าถูกต้อง

 

     ผู้มีความรู้ควรระวังอย่างยิ่งต่ออำนาจเช่นนี้ เพราะประชาชนอาจยอมมอบวิจารณญาณให้ด้วยความศรัทธาในตัวผู้สอน หน้าที่ของครูคือช่วยให้เขาพิจารณาหลักฐานเป็น รู้จักขอบเขตของความรู้ และกล้ายอมรับเมื่อข้อมูลยังไม่เพียงพอ การทำให้ผู้ฟังพึ่งพาคำตัดสินของตนในทุกเหตุการณ์ ย่อมทำให้ความผิดพลาดของคนคนเดียวขยายเป็นความเข้าใจผิดของคนจำนวนมาก

 

     อัลลอฮ์ทรงห้ามด่าทอสิ่งที่ผู้อื่นเคารพบูชานอกจากพระองค์ เพราะจะนำไปสู่การที่พวกเขาด่าทออัลลอฮ์อย่างล่วงละเมิดโดยปราศจากความรู้ ตามสูเราะฮ์อัลอันอาม อายะฮ์ 108 ข้อห้ามนี้ทำให้ผู้ทำงานศาสนาต้องพิจารณาผลของคำพูดอย่างจริงจัง แม้ในเรื่องที่ตนมั่นใจว่าหลักการถูกต้อง ก็ยังต้องเลือกวิธีสื่อสารที่อยู่ในขอบเขตของศาสนา

 

     หากถ้อยคำบนเวทีทำให้ผู้ฟังกลับไปดูหมิ่นเพื่อนบ้าน ทะเลาะกับญาติ หรือกล่าวหาผู้คนที่ไม่เคยมีส่วนร่วมในการกระทำผิด ผู้พูดควรตรวจสอบว่าตนได้เปิดทางให้การเหมารวมเหล่านั้นหรือไม่ การอธิบายความผิดของรัฐบาลหนึ่งต้องไม่ปล่อยให้กลายเป็นการประณามประชาชนทั้งประเทศ การวิจารณ์การกระทำของกลุ่มหนึ่งต้องไม่ขยายไปเป็นการลดทอนศักดิ์ศรีของทุกคนที่มีความเกี่ยวข้องทางเชื้อชาติหรือศาสนากับกลุ่มนั้น

 

     ในทำนองเดียวกัน การตัดคลิปสั้น การพาดหัวให้ชวนโกรธ หรือการหยิบคำพูดบางช่วงมาเผยแพร่โดยละบริบท อาจทำให้สารที่ถึงประชาชนผิดไปจากข้อเท็จจริง ผู้มีความรู้จึงต้องใช้มาตรฐานเดียวกันกับข้อมูลทุกฝ่าย ข่าวที่สนับสนุนท่าทีของตนต้องผ่านการตรวจสอบเช่นเดียวกับข่าวที่ตนไม่พอใจ ความผิดพลาดของฝ่ายที่ตนชอบก็ควรได้รับการยอมรับอย่างตรงไปตรงมา ความยุติธรรมจะมีความหมายเพียงใด หากเราใช้มันเฉพาะเวลาที่เป็นประโยชน์แก่ฝ่ายของเรา

 

     อัลกุรอานเตือนว่า “อย่าติดตามสิ่งที่เจ้าไม่มีความรู้เกี่ยวกับมัน” และกล่าวถึงความรับผิดชอบของการได้ยิน การมองเห็น และหัวใจ 

 

     ในสูเราะฮ์อัลอิสรออ์ อายะฮ์ 36 คำเตือนนี้ควรทำให้ผู้บรรยายกล้าพูดว่า “เรื่องนี้ยังไม่ชัดเจน” หรือ “ข้อมูลที่ผมกล่าวไปก่อนหน้านี้คลาดเคลื่อน” การยอมรับเช่นนี้รักษาความน่าเชื่อถือทางวิชาการ และสอนผู้ฟังด้วยการกระทำว่า ความจริงมีความสำคัญกว่าการรักษาหน้าของผู้พูด

 

     ขณะเดียวกัน การตักเตือนนักวิชาการก็ต้องอยู่ภายใต้มาตรฐานเดียวกัน เราสามารถวิจารณ์คำพูดที่เหมารวม หลักฐานที่ถูกตัดบริบท หรือข้อกล่าวหาที่ไม่มีข้อมูลรองรับได้อย่างหนักแน่น แต่ไม่ควรรีบตัดสินว่าใครหวังชื่อเสียง รับใช้ฝ่ายใด หรือจงใจหลอกประชาชนโดยไม่มีหลักฐาน การแก้ปัญหาความเกลียดชังต้องเริ่มจากการรักษาความเป็นธรรมในคำวิจารณ์ของเราเองด้วย

 

     นักวิชาการที่ห่วงใยผู้ถูกกดขี่สามารถพาประชาชนไปสู่การช่วยเหลือที่มีประโยชน์ ทั้งการบริจาคผ่านช่องทางที่ตรวจสอบได้ การดูแลผู้ได้รับผลกระทบ การเผยแพร่ข้อมูลที่ถูกต้อง และการเรียกร้องความเป็นธรรมด้วยวิธีที่ชอบธรรม ความสงสารจึงมีทางออกที่สร้างประโยชน์ ไม่ถูกทิ้งให้หมุนเวียนอยู่กับความโกรธจนกลายเป็นความเกลียดชังคนรอบตัว

 

     ท้ายที่สุด ผู้ขึ้นพูดในนามนักวิชาการศาสนาควรถามตนเองอยู่เสมอว่า หลังจากผู้คนฟังเราแล้ว เขาตรวจสอบข่าวรอบคอบขึ้นหรือไม่ เขายุติธรรมต่อผู้เห็นต่างมากขึ้นหรือไม่ เขารู้จักช่วยผู้เดือดร้อนอย่างเหมาะสมหรือไม่ และเขากลัวการกล่าวเท็จต่ออัลลอฮ์และต่อเพื่อนมนุษย์มากขึ้นเพียงใด

 

     เสียงปรบมืออาจเกิดขึ้นทันทีหลังคำพูดที่เร้าอารมณ์ แต่ผลของคำนั้นอาจอยู่ในครอบครัว ชุมชน และความสัมพันธ์ของผู้คนอีกยาวนาน ผู้มีความรู้จึงต้องมองให้ไกลกว่าบรรยากาศบนเวที และหนักแน่นพอที่จะยับยั้งความอยุติธรรม แม้ความอยุติธรรมนั้นจะมาจากผู้ที่กำลังสนับสนุนตนเอง

 

     อากีดะฮ์ที่เราสอนควรทำให้ผู้คนตระหนักว่า ก่อนจะตัดสินใคร เขาจะต้องตอบต่ออัลลอฮ์ในคำตัดสินของตนเอง และผู้สอนก็อยู่ภายใต้ความรับผิดชอบนั้นเช่นเดียวกัน