ทำดีกับพ่อแม่ ก่อนจะไม่มีพ่อแม่ให้ทำดี
  จำนวนคนเข้าชม  55

ทำดีกับพ่อแม่ ก่อนจะไม่มีพ่อแม่ให้ทำดี

 

เรียบเรียงโดย  อิสมาอีล กอเซ็ม

 

มวลการสรรเสริญเป็นเอกสิทธิ์ของอัลลอฮผู้อภิบาลแห่งสากลโลก

     ในวันที่พ่อแม่ยังแข็งแรง เราอาจรู้สึกว่าท่านจะอยู่กับเราไปอีกนาน จึงผัดวันประกันพรุ่งเสมอว่า “เดี๋ยวว่างแล้วจะกลับไปหา” “ไว้เสร็จงานก่อนแล้วจะโทรหา” หรือ “เดือนหน้าค่อยพาไปหาหมอ” แต่เราไม่เคยรู้เลยว่า “ครั้งหน้า” จะมาถึงหรือไม่

 

     เมื่อเรายังเล็ก พ่อแม่ไม่เคยบอกว่าไม่มีเวลาให้เรา แม้เหนื่อยเพียงใดก็ยังดูแล เมื่อเราเจ็บป่วย ท่านยอมนอนไม่หลับ เฝ้าเช็ดตัว ป้อนยา และคอยถามอาการอยู่ข้างเตียง 

     แต่เมื่อวันนี้พ่อแม่แก่ชราและเจ็บป่วย ลูกบางคนกลับมีเวลาให้การงาน การประชุม โทรศัพท์ และผู้คนมากมาย แต่ไม่มีเวลานั่งข้างเตียงพ่อแม่แม้เพียงไม่กี่นาที จงระวัง อย่าให้วันที่เรามีเวลา กลายเป็นวันที่ไม่มีพ่อแม่ให้ดูแลแล้ว

 

 

คำสั่งของอัลลอฮ์ให้ทำดีต่อพ่อแม่

 

     อัลลอฮ์ ทรงวางสิทธิของพ่อแม่ไว้ต่อจากสิทธิของพระองค์ พระองค์ตรัสว่า

 وَقَضَىٰ رَبُّكَ أَلَّا تَعْبُدُوا إِلَّا إِيَّاهُ وَبِالْوَالِدَيْنِ إِحْسَانًا ۚ إِمَّا يَبْلُغَنَّ عِندَكَ الْكِبَرَ أَحَدُهُمَا أَوْ كِلَاهُمَا فَلَا تَقُل لَّهُمَا أُفٍّ وَلَا تَنْهَرْهُمَا وَقُل لَّهُمَا قَوْلًا كَرِيمًا

“และพระเจ้าของเจ้าได้ทรงบัญชาว่า พวกเจ้าอย่าเคารพภักดีผู้ใดนอกจากพระองค์

และจงทำดีต่อบิดามารดา หากคนใดคนหนึ่งหรือทั้งสองคนบรรลุวัยชราอยู่กับเจ้า

ก็อย่ากล่าวแก่ท่านทั้งสองแม้แต่คำว่า ‘อุฟ’ และอย่าตวาดท่านทั้งสอง

แต่จงกล่าวแก่ท่านทั้งสองด้วยถ้อยคำอันดีงาม”

(สูเราะฮ์อัลอิสรออ์ 17:23) 

     คำว่า “อุฟ” เป็นเพียงเสียงแสดงความรำคาญเล็กน้อย หากแม้แต่สิ่งนี้ยังถูกห้าม แล้วการขึ้นเสียง ตะคอก ปล่อยให้พ่อแม่รอ หรือแสดงสีหน้าไม่พอใจเมื่อท่านเรียกใช้ จะมีความผิดมากเพียงใด

อัลลอฮ์ยังตรัสว่า 

> وَاخْفِضْ لَهُمَا جَنَاحَ الذُّلِّ مِنَ الرَّحْمَةِ وَقُل رَّبِّ ارْحَمْهُمَا كَمَا رَبَّيَانِي صَغِيرًا

“และจงลดปีกแห่งความนอบน้อมแก่ท่านทั้งสองด้วยความเมตตา และจงกล่าวว่า

‘ข้าแต่พระเจ้าของฉัน โปรดทรงเมตตาท่านทั้งสอง เช่นเดียวกับที่ท่านทั้งสองเลี้ยงดูฉันมาเมื่อยังเยาว์วัย’”

( สูเราะฮ์อัลอิสรออ์ 17:24) 

     การดูแลพ่อแม่จึงไม่ใช่เพียงการให้เงิน แต่รวมถึงการอ่อนโยน การรับฟัง การอยู่เป็นเพื่อน การพาไปหาหมอ การจัดยา การถามไถ่อาการ และการทำให้ท่านรู้ว่า ท่านไม่ได้เป็นภาระของลูก

 

 

เมื่อพ่อแม่แก่ชรา นั่นคือประตูสวรรค์ที่เปิดอยู่

 

     ท่านนบีมุฮัมมัด ﷺ กล่าวว่า

 رَغِمَ أَنْفُهُ، ثُمَّ رَغِمَ أَنْفُهُ، ثُمَّ رَغِمَ أَنْفُهُ

“เขาจงประสบความต่ำต้อย เขาจงประสบความต่ำต้อย และเขาจงประสบความต่ำต้อย”

บรรดาศอหาบะฮ์ถามว่า “ใครหรือครับ ท่านรอซูลุลลอฮ์?”

ท่านตอบว่า

 مَنْ أَدْرَكَ وَالِدَيْهِ عِنْدَ الْكِبَرِ أَحَدَهُمَا أَوْ كِلَيْهِمَا ثُمَّ لَمْ يَدْخُلِ الْجَنَّةَ

“ผู้ที่ได้พบกับบิดามารดาของเขาในวัยชรา คนใดคนหนึ่งหรือทั้งสองคน แล้วเขายังไม่ได้เข้าสวรรค์”

( บันทึกโดยมุสลิม)

      หะดีษนี้เตือนว่า การที่พ่อแม่ยังมีชีวิตอยู่ โดยเฉพาะในวัยชราและยามเจ็บป่วย มิใช่ภาระ แต่เป็นโอกาสอันยิ่งใหญ่ในการเข้าสวรรค์

     คนจำนวนมากพร้อมทำงานล่วงเวลาเพื่อให้ได้ค่าตอบแทนเพิ่ม แต่กลับไม่เห็นว่า การเฝ้าพ่อแม่หนึ่งคืน การป้อนข้าวหนึ่งมื้อ หรือการพาท่านไปโรงพยาบาล อาจเป็นการงานที่มีน้ำหนักยิ่งใหญ่ ณ ที่อัลลอฮ์

 

 

มารดามีสิทธิได้รับความดีมากที่สุด

 

     มีชายคนหนึ่งมาถามท่านนบี ﷺ ว่า “ใครคือผู้ที่ฉันควรปฏิบัติต่อเขาอย่างดีที่สุด?”

ท่านตอบว่า  أُمُّكَ  “มารดาของเจ้า”

เขาถามว่า “แล้วใครอีก?”

ท่านตอบว่า “มารดาของเจ้า”

เขาถามอีกว่า “แล้วใครอีก?”

ท่านตอบว่า “มารดาของเจ้า”

เขาถามอีกว่า “แล้วใครอีก?”

ท่านจึงตอบว่า  ثُمَّ أَبُوكَ  “จากนั้นคือบิดาของเจ้า”

( บันทึกโดยอัลบุคอรีย์และมุสลิม)

      มารดาต้องอุ้มท้อง คลอด ให้นม และดูแลลูกด้วยความเหนื่อยยาก ส่วนบิดาต้องออกไปแสวงหาปัจจัยยังชีพ ปกป้อง และแบกรับความรับผิดชอบของครอบครัว เมื่อลูกเติบโตขึ้น การตอบแทนท่านทั้งสองจึงมิใช่ความเมตตาที่ลูกหยิบยื่นให้ แต่เป็นหน้าที่ซึ่งลูกต้องรับผิดชอบ

 

 

แบบอย่างของศอหาบะฮ์ในการทำดีต่อพ่อแม่

 

1. อบูฮุร็อยเราะฮ์กับมารดาของท่าน

 

     ท่านอบูฮุร็อยเราะฮ์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ พยายามเชิญชวนมารดาเข้าสู่อิสลามด้วยความห่วงใย แม้นางยังไม่ยอมรับในช่วงแรก ท่านก็ไม่ได้ตัดขาดหรือใช้ความรุนแรง แต่กลับไปขอให้ท่านนบี ﷺ วิงวอนขอทางนำให้แก่มารดา

     ท่านนบี ﷺ จึงกล่าวว่า

 اللَّهُمَّ اهْدِ أُمَّ أَبِي هُرَيْرَةَ

“โอ้อัลลอฮ์ โปรดทรงชี้นำมารดาของอบูฮุร็อยเราะฮ์ด้วยเถิด”

     ต่อมามารดาของท่านได้รับทางนำและเข้ารับอิสลาม อบูฮุร็อยเราะฮ์จึงกลับมาหาท่านนบี ﷺ พร้อมกับร้องไห้ด้วยความดีใจ

     เรื่องนี้สอนว่า การทำดีต่อพ่อแม่มิใช่เพียงดูแลร่างกาย แต่ยังหมายถึงการห่วงใยศรัทธา พูดกับท่านอย่างนุ่มนวล อดทน และขอดุอาอ์ให้ท่านอย่างสม่ำเสมอ

 

 

2. สะอัด อิบนุ อบีวักกอศกับมารดา

 

     เมื่อท่านสะอัด อิบนุ อบีวักกอศ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ เข้ารับอิสลาม มารดาของท่านพยายามกดดันให้ละทิ้งศาสนา นางถึงกับขู่ว่าจะไม่กินและไม่ดื่ม แต่ท่านสะอัดยังคงยืนหยัดในศรัทธา ขณะเดียวกันก็ไม่ได้ด่าทอหรือทำร้ายมารดา

     อัลลอฮ์ตรัสว่า 

 وَإِن جَاهَدَاكَ عَلَىٰ أَن تُشْرِكَ بِي مَا لَيْسَ لَكَ بِهِ عِلْمٌ فَلَا تُطِعْهُمَا ۖ وَصَاحِبْهُمَا فِي الدُّنْيَا مَعْرُوفًا

“และหากท่านทั้งสองพยายามบังคับเจ้าให้ตั้งภาคีกับข้าในสิ่งที่เจ้าไม่มีความรู้ ก็อย่าเชื่อฟังท่านทั้งสอง

แต่จงอยู่ร่วมกับท่านทั้งสองในโลกนี้ด้วยความดีงาม”

(สูเราะฮ์ลุกมาน 31:15)

     แม้พ่อแม่จะสั่งในสิ่งที่ขัดต่อศาสนา ลูกก็ไม่เชื่อฟังในความผิดนั้น แต่ยังต้องพูดดี ดูแล และอยู่ร่วมกับท่านด้วยความดีงาม หากพ่อแม่ที่มีความเชื่อต่างกันยังมีสิทธิได้รับการดูแล แล้วพ่อแม่มุสลิมที่เลี้ยงดูเรามาตลอดชีวิตจะยิ่งมีสิทธิเพียงใด

 

 

3. อับดุลลอฮ์ อิบนุ อุมัรกับเพื่อนของบิดา

 

     ท่านอับดุลลอฮ์ อิบนุ อุมัร เราะฎิยัลลอฮุอันฮุมา เคยพบชายชาวชนบทผู้หนึ่งระหว่างเดินทาง ท่านให้ชายคนนั้นขี่พาหนะของตนและมอบผ้าโพกศีรษะให้ บรรดาผู้ร่วมเดินทางเห็นว่าท่านให้มากเกินไป แต่ท่านอธิบายว่า บิดาของชายผู้นี้เคยเป็นเพื่อนของบิดาท่าน

ท่านนบี ﷺ กล่าวว่า

 إِنَّ أَبَرَّ الْبِرِّ صِلَةُ الْوَلَدِ أَهْلَ وُدِّ أَبِيهِ

“แท้จริงส่วนหนึ่งของความกตัญญูที่ดีที่สุด คือการที่ลูกสานสัมพันธ์กับผู้ที่บิดาของเขารัก”

(บันทึกโดยมุสลิม)

      การทำดีต่อพ่อแม่จึงไม่สิ้นสุดเมื่อท่านเสียชีวิต แต่ยังดำเนินต่อด้วยการขอดุอาอ์ ทำศอดะเกาะฮ์แทนท่าน สานสัมพันธ์กับญาติ และให้เกียรติคนที่ท่านเคยรัก

 

 

งานสำคัญ แต่พ่อแม่ไม่ควรถูกทิ้งไว้ข้างหลัง

 

     อิสลามมิได้ห้ามการทำงานหนัก การหาเลี้ยงครอบครัว หรือการสร้างอนาคต แต่ปัญหาเกิดขึ้นเมื่อ “งาน” กลายเป็นข้ออ้างในการละเลยสิทธิของพ่อแม่

บางคนตอบข้อความจากลูกค้าได้ภายในไม่กี่นาที แต่ปล่อยสายของแม่ให้ดังจนตัดไป

บางคนเข้าประชุมตรงเวลา แต่ปล่อยให้พ่อรอไปโรงพยาบาล

บางคนเดินทางไกลเพื่อพบหุ้นส่วน แต่กลับบอกว่าไม่มีเวลากลับไปเยี่ยมพ่อแม่

บางคนส่งเงินให้ทุกเดือน แล้วคิดว่าหน้าที่ของตนสิ้นสุดลง 

ทั้งที่สิ่งซึ่งพ่อแม่ต้องการมากที่สุดอาจเป็นเพียงเสียงของลูกและการนั่งกินข้าวด้วยกัน

เงินซื้อยาได้ แต่ไม่อาจทดแทนการจับมือ

เงินจ้างคนเฝ้าได้ แต่ไม่อาจทดแทนความอบอุ่นจากลูก

เงินซื้อเตียงผู้ป่วยได้ แต่ไม่อาจซื้อเวลาที่ผ่านไปแล้วกลับคืนมา

 

     การทำงานเพื่อดูแลพ่อแม่ถือเป็นความดี แต่ต้องไม่ใช้การหาเงินเป็นข้ออ้างในการหายไปจากชีวิตของท่าน เพราะพ่อแม่ไม่ได้ต้องการเพียงค่าใช้จ่าย ท่านต้องการความรู้สึกว่าลูกยังรัก ยังห่วงใย และยังเห็นคุณค่าของท่าน

 

 

เมื่อพ่อแม่เจ็บป่วย จงอย่าทำให้ท่านรู้สึกว่าเป็นภาระ

 

     วัยชราทำให้ร่างกายอ่อนแอ ความจำลดลง การเคลื่อนไหวช้าลง และบางครั้งพ่อแม่อาจถามเรื่องเดิมซ้ำ ๆ ต้องการความช่วยเหลือมากขึ้น หรือมีอารมณ์เปลี่ยนแปลงง่าย นี่คือเวลาที่ลูกต้องอดทน เช่นเดียวกับที่ท่านเคยอดทนต่อลูกในวัยเด็ก

เมื่อเราเดินไม่ได้ ท่านอุ้มเรา

เมื่อเรากินเองไม่ได้ ท่านป้อนเรา

เมื่อเราพูดไม่ชัด ท่านพยายามฟังเรา

เมื่อเราร้องไห้กลางคืน ท่านลุกขึ้นมาดูแล

     ดังนั้น เมื่อวันนี้ท่านเดินช้า กินลำบาก พูดซ้ำ หรือเรียกหาเรากลางคืน อย่าแสดงความรำคาญ เพราะสิ่งที่เรากำลังเผชิญอาจเป็นโอกาสชำระความผิดและยกระดับฐานะของเรา ณ ที่อัลลอฮ์

อย่าพูดว่า “ทำไมแม่ไม่จำ” แต่จงจำไว้ว่า แม่เคยสอนเราซ้ำ ๆ จนเราจำได้

อย่าพูดว่า “ทำไมพ่อต้องเรียกบ่อย” แต่จงจำไว้ว่า พ่อเคยรีบมาหาเราทุกครั้งที่ได้ยินเสียงร้อง

 

ก่อนที่จะสายเกินไป

วันหนึ่ง โทรศัพท์ของพ่อแม่จะไม่โทรมาอีก

วันหนึ่ง ห้องของท่านจะเงียบ

วันหนึ่ง เราอาจอยากได้ยินคำถามเดิมที่เคยรำคาญ แต่อาจไม่มีโอกาสได้ยินอีกแล้ว

วันหนึ่ง งานที่เราคิดว่าสำคัญจะยังดำเนินต่อไป แต่พ่อแม่อาจไม่ได้อยู่รอเราแล้ว 

     ในวันนั้น บางคนอาจร้องไห้อยู่ข้างหลุมศพและพูดว่า “หากย้อนเวลากลับไปได้ ฉันจะกลับไปหาให้บ่อยกว่านี้” แต่เวลาที่ผ่านไปไม่อาจย้อนคืน และความเสียใจไม่สามารถเปลี่ยนสิ่งที่เราละเลยไปแล้วได้

หากพ่อแม่ยังมีชีวิตอยู่ จงโทรหาท่านวันนี้

หากท่านอยู่ใกล้ จงไปเยี่ยม

หากท่านป่วย จงช่วยดูแล

หากท่านต้องไปโรงพยาบาล จงจัดเวลาไปด้วย

หากเคยทำให้ท่านเสียใจ จงขออภัย

หากท่านต้องการสิ่งใดและเราให้ได้ จงอย่าผัดวันประกันพรุ่ง

     เพราะความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ในสายตาของผู้คน อาจไม่มีความหมาย หากเบื้องหลังความสำเร็จนั้นมีพ่อแม่ที่กำลังร้องไห้เพราะถูกลูกทอดทิ้

 

     พ่อแม่อาจไม่ได้อยู่กับเราตลอดไป แต่การทำดีต่อท่านอาจเป็นเหตุให้ความดีอยู่กับเราตลอดไปจนถึงโลกหน้า

อย่ารอให้มีเวลาว่าง เพราะงานของมนุษย์ไม่มีวันหมด

อย่ารอให้พ่อแม่ป่วยหนัก จึงค่อยแสดงความรัก

อย่ารอให้เห็นเตียงว่าง จึงค่อยคิดถึงการนั่งข้างท่าน

และอย่ารอให้ยืนอยู่หน้าหลุมศพ จึงค่อยกล่าวคำที่ควรพูดตั้งแต่วันนี้

จงทำดีกับพ่อแม่ ขณะที่เรายังได้ยินเสียงของท่าน

จงกอดท่าน ขณะที่เรายังสัมผัสท่านได้

จงขออภัย ขณะที่ท่านยังตอบรับเราได้

และจงดูแลท่าน ก่อนที่จะเหลือเพียงโอกาสขอดุอาอ์ให้ท่าน

 

 رَبِّ ارْحَمْهُمَا كَمَا رَبَّيَانِي صَغِيرًا

 

“ข้าแต่พระเจ้าของฉัน โปรดทรงเมตตาท่านทั้งสอง เช่นเดียวกับที่ท่านทั้งสองเลี้ยงดูฉันมาเมื่อยังเยาว์วัย”

 

อามีน