เถียงกันในโลกออนไลน์ แต่ลืมโลกแห่งความเป็นจริง
  จำนวนคนเข้าชม  77

เถียงกันในโลกออนไลน์ แต่ลืมโลกแห่งความเป็นจริง

 

เรียบเรียงโดย  อิสมาอีล  กอเซ็ม 

 

มวลการสรรเสริญเป็นเอกสิทธิ์ของอัลลอฮฺผู้อภิบาลแห่งสากลโลก  

 

     เมื่อความจริงของศาสนา กลายเป็นเพียง เรื่องที่เราเอาไว้เถียงกัน ยุคออนไลน์ทำให้เราสามารถเข้าถึงความรู้ทางศาสนาได้อย่างง่ายดาย เพียงปลายนิ้ว เราสามารถอ่านอัลกุรอาน ฟังหะดีษ ดูบทเรียนของบรรดานักวิชาการ และติดตามการถกเถียงในประเด็นศาสนานับไม่ถ้วน

 

     แต่มีคำถามหนึ่งที่เราทุกคนควรถามตัวเองอย่างจริงจังว่า สิ่งที่เราเถียงกันอย่างเอาเป็นเอาตายในโลกออนไลน์นั้น เมื่อออกจากหน้าจอแล้ว เราได้นำมันมาปฏิบัติในชีวิตจริงมากน้อยเพียงใด ?

     เราอาจเถียงกันเรื่องเตาฮีด แต่หัวใจของเรายังผูกพันกับสิ่งอื่นมากกว่าอัลลอฮฺ

     เราอาจเถียงกันเรื่องซุนนะฮฺ แต่ละหมาดของเรากลับไม่เป็นระเบียบ

     เราอาจเถียงกันว่าใครทำบิดอะฮฺ แต่ลิ้นของเรายังเต็มไปด้วยการนินทา ใส่ร้าย เยาะเย้ย และดูถูกมุสลิมด้วยกัน

     เราอาจเถียงกันเรื่องความถูกต้องของมัซฮับ ความเห็นของนักวิชาการ หรือกลุ่มใดถูกกลุ่มใดผิด แต่เมื่อครอบครัวต้องการเรา เรากลับไม่มีเวลาให้

     เราอาจโพสต์ข้อความเตือนคนอื่นให้เกรงกลัวอัลลอฮฺ แต่เมื่ออยู่ตามลำพัง เรากลับทำในสิ่งที่เราเพิ่งเตือนผู้อื่น

นี่คือสิ่งที่น่ากลัว !

     ไม่ใช่เพราะความรู้ทางศาสนาเป็นสิ่งไม่ดี แต่เพราะความรู้ที่ไม่ได้เปลี่ยนแปลงหัวใจและการกระทำ อาจกลายเป็นหลักฐานที่ย้อนกลับมาเอาผิดเรา 

 

 

อัลกุรอานไม่ได้สอนให้เราพูดในสิ่งที่เราไม่ทำ

 

อัลลอฮฺ ตะอาลา ตรัสว่า

يَا أَيُّهَا الَّذِينَ آمَنُوا لِمَ تَقُولُونَ مَا لَا تَفْعَلُونَ ۝ كَبُرَ مَقْتًا عِنْدَ اللَّهِ أَنْ تَقُولُوا مَا لَا تَفْعَلُونَ

โอ้บรรดาผู้ศรัทธาทั้งหลาย ! เหตุใดพวกเจ้าจึงกล่าวในสิ่งที่พวกเจ้าไม่ปฏิบัติ ?

เป็นที่น่ารังเกียจอย่างยิ่ง ณ ที่อัลลอฮฺ ที่พวกเจ้ากล่าวในสิ่งที่พวกเจ้าไม่ปฏิบัติ”

(อัศ-ศ็อฟ 61:2-3)

 

     โองการนี้ไม่ได้หมายความว่า คนที่ยังมีความบกพร่องไม่มีสิทธิ์ตักเตือนผู้อื่น เพราะมนุษย์ทุกคนต่างมีข้อบกพร่อง และการสั่งใช้ความดีห้ามปรามความชั่วเป็นหน้าที่สำคัญ แต่โองการนี้กำลังเตือนเราถึงความขัดแย้งระหว่าง คำพูดกับการกระทำ

     อย่าสร้างตัวตนในโลกออนไลน์ว่าเป็นคนเคร่งศาสนา เพราะสามารถโพสต์ข้อความศาสนาได้วันละหลายสิบโพสต์ แต่ในโลกจริงกลับละเลยสิ่งที่อัลลอฮฺทรงบัญชา อย่าให้บัญชีโซเชียลของเราดูดี แต่สมุดบันทึกการงานของเรากลับว่างเปล่า

 

 

ความรู้ที่แท้จริงต้องปรากฏออกมาทางการปฏิบัติ

 

อัลลอฮฺตรัสว่า

إِنَّمَا يَخْشَى اللَّهَ مِنْ عِبَادِهِ الْعُلَمَاءُ

แท้จริง บรรดาผู้มีความรู้เท่านั้นในหมู่ปวงบ่าวของพระองค์ที่ยำเกรงอัลลอฮฺ

(ฟาฏิร 35:28)

 

     ลองสังเกตว่าอัลลอฮฺไม่ได้กล่าวเพียงว่า ผู้รู้คือผู้ที่มีข้อมูลมากที่สุด แต่เชื่อมโยงความรู้กับ ความยำเกรง ดังนั้น หากความรู้เพิ่มขึ้น แต่ความละอายต่ออัลลอฮฺลดลง , หากหะดีษเพิ่มขึ้น แต่การละหมาดลดลง , หากเราสามารถอ้างคำพูดนักวิชาการได้มากขึ้น แต่ความอ่อนน้อมถ่อมตนลดลง , หากเรารู้จักคำว่า “ซุนนะฮฺ” มากขึ้น แต่การปฏิบัติต่อพ่อแม่ ภรรยา ลูก เพื่อนบ้าน และมุสลิมด้วยกันกลับแย่ลง

     เราต้องหยุดและถามตัวเองว่า ความรู้ของเรากำลังพาเราเข้าใกล้อัลลอฮฺ หรือเพียงทำให้เรามีอาวุธในการเอาชนะคนอื่น?

 

 

เราอาจชนะการถกเถียง แต่แพ้ในวันกิยามะฮฺ

 

ท่านนบี ﷺ กล่าวว่า

أَنَا زَعِيمٌ بِبَيْتٍ فِي رَبَضِ الْجَنَّةِ لِمَنْ تَرَكَ الْمِرَاءَ وَإِنْ كَانَ مُحِقًّا

“ฉันรับรองบ้านหลังหนึ่งในบริเวณรอบ ๆ สวรรค์ สำหรับผู้ที่ละทิ้งการโต้เถียง แม้ว่าเขาจะเป็นฝ่ายถูกก็ตาม”

(รายงานโดยอบูดาวูด)

 

     ลองคิดดูให้ดี ท่านนบี ﷺ ไม่ได้กล่าวว่า ผู้ที่ได้รับรางวัลคือคนที่สามารถเอาชนะทุกการถกเถียง แต่กล่าวถึงผู้ที่สามารถ “ละทิ้งการโต้เถียง” แม้ตัวเองจะเป็นฝ่ายถูก เพราะการถกเถียงบางครั้งไม่ได้เกิดขึ้นเพื่อแสวงหาความจริง แต่เกิดจากความต้องการเอาชนะ ต้องการให้คนอื่นยอมรับว่า “ฉันถูก” และนี่คือกับดักที่โลกออนไลน์ทำให้เกิดขึ้นได้ง่ายมาก

 

 

อย่าเปลี่ยนศาสนาให้กลายเป็นการแข่งขันว่า “ใครเหนือกว่าใคร”

 

     ปัญหาของโลกออนไลน์ไม่ได้อยู่ที่การพูดเรื่องศาสนา แต่ปัญหาอยู่ที่ เจตนาและวิธีการ บางคนเริ่มต้นด้วยการแสวงหาความรู้ แต่เมื่อเวลาผ่านไปกลับกลายเป็นการสะสม “กระสุน” เพื่อเอาไว้ตอบโต้คนอื่น

     อ่านหนังสือหนึ่งเล่ม ไม่ได้อ่านเพื่อแก้ไขตัวเอง แต่เพื่อหาหลักฐานมาตอบอีกฝ่าย ฟังบรรยายหนึ่งชั่วโมง ไม่ได้ถามว่า “ฉันต้องแก้ไขอะไร?” แต่ถามว่า “มีประโยคไหนที่ฉันเอาไปโต้คนอื่นได้บ้าง?” นี่คือการเปลี่ยนแปลงที่ละเอียดอ่อนมาก

 

จาก ผู้แสวงหาความรู้ กลายเป็น → ผู้แสวงหาชัยชนะในการโต้เถียง

 

 

ท่านอัลหะซัน อัลบัศรีเตือนเรื่องความรู้ที่ไม่เกิดประโยชน์

     มีคำกล่าวที่มีชื่อเสียงจากอัลหะซัน อัลบัศรี رحمه الله ในความหมายว่า “ความรู้มีอยู่สองประเภท คือ ความรู้ที่อยู่บนลิ้น และความรู้ที่อยู่ในหัวใจ”

     ความรู้บนลิ้นอาจทำให้มนุษย์สามารถพูดได้อย่างสวยงาม แต่ความรู้ในหัวใจจะทำให้เขา เกรงกลัวอัลลอฮฺ ถ่อมตน และลงมือปฏิบัติ

     ดังนั้น อย่าถามเพียงว่า ฉันรู้เรื่องศาสนามากแค่ไหน ? แต่จงถามว่า ความรู้ที่ฉันมี ทำให้ฉันเป็นบ่าวของอัลลอฮฺที่ดีขึ้นหรือไม่?

 

 

อิบนุลก็อยยิม : ความรู้ต้องนำไปสู่การงาน

     อิบนุลก็อยยิม رحمه الله ให้ความสำคัญอย่างมากกับความสัมพันธ์ระหว่างความรู้กับการงาน โดยอธิบายว่า ความรู้ที่แท้จริงนำไปสู่การปฏิบัติ และการงานเป็นผลที่เกิดจากความรู้ นี่เป็นหลักสำคัญมาก

     ความรู้ ความเกรงกลัว การปฏิบัติ  การเปลี่ยนแปลงชีวิต ไม่ใช่ ความรู้ การถกเถียง การโต้ตอบ การดูถูก  ความหยิ่งผยอง

หากเรียนเรื่องเตาฮีดแล้วหัวใจยังไม่ยอมจำนนต่ออัลลอฮฺ

หากเรียนเรื่องซุนนะฮฺแล้วเรายังไม่รักแบบอย่างของท่านนบี ﷺ

หากเรียนเรื่องอาคิเราะฮฺแล้วเรายังใช้ชีวิตราวกับว่าจะอยู่ในโลกนี้ตลอดไป

     เราต้องกลับมาทบทวนตัวเอง เราเถียงเรื่องคนอื่น แต่ลืมตรวจสอบตัวเอง นี่อาจเป็นโรคที่รุนแรงที่สุดของคนในยุคออนไลน์ เรารู้ว่าใครพูดผิด ! รู้ว่าใครทำผิด ! รู้ว่าใครมีข้อผิดพลาด ! รู้ว่าใครมีบิดอะฮฺ ! รู้ว่าใครมีแนวคิดผิด ! รู้ว่าใครมีคำพูดที่ไม่ถูกต้อง ! แต่กลับไม่รู้ว่า หัวใจของเราเองกำลังเป็นอย่างไร ?

อัลลอฮฺตรัสว่า

بَلِ الْإِنسَانُ عَلَىٰ نَفْسِهِ بَصِيرَةٌ

“แต่มนุษย์ย่อมรู้จักตัวของเขาเองเป็นอย่างดี”

(อัลกิยามะฮฺ 75:14)

 

     ก่อนที่เราจะถามว่า เขาผิดตรงไหน ? ลองถามว่า ฉันต้องแก้ไขอะไร ?

     ก่อนที่เราจะถามว่า เขามีหลักฐานหรือไม่ ? ลองถามว่า ฉันมีการงานที่ดีพอสำหรับวันที่ต้องพบอัลลอฮฺหรือยัง?

     เราอาจมีผู้ติดตามนับพัน แต่ไม่มีคนที่เราช่วยจริง ๆ โลกออนไลน์ทำให้เรารู้สึกว่าเรากำลังทำงานเพื่อศาสนา เพียงเพราะมีคนกดไลก์ กดแชร์ หรือคอมเมนต์

แต่จงระวัง...

ยอดไลก์ไม่ใช่มาตรวัดความบริสุทธิ์ของเจตนา

จำนวนผู้ติดตามไม่ใช่มาตรวัดสถานะของเราต่ออัลลอฮฺ

ยอดวิวไม่ใช่หลักฐานว่าอัลลอฮฺทรงพอพระทัย

คนหนึ่งอาจมีผู้ติดตามเป็นแสน แต่ไม่เคยช่วยคนยากจนอย่างจริงจัง

อีกคนอาจไม่มีชื่อเสียงเลย แต่ทุกเดือนเขาแอบช่วยครอบครัวที่ยากจนโดยไม่มีใครรู้

ใครมีค่ามากกว่ากัน ? อัลลอฮฺเท่านั้นที่ทรงรู้

 

ท่านนบี ﷺ กล่าวว่า

إِنَّمَا الْأَعْمَالُ بِالنِّيَّاتِ

“แท้จริง การงานทั้งหลายขึ้นอยู่กับเจตนา”

(บันทึกโดยอัลบุคอรีย์และมุสลิม)

 

     ดังนั้น สิ่งที่สำคัญไม่ใช่เพียงว่า “คนเห็นเราทำอะไร” แต่คือ อัลลอฮฺทรงเห็นเจตนาของเราอย่างไร?

ถ้าเราเถียงเรื่องละหมาด เราต้องรักษาละหมาดของเรา

ถ้าเราพูดเรื่องความสำคัญของละหมาด เราต้องเป็นคนที่รักษาละหมาด

ถ้าเราพูดเรื่องอัลกุรอาน เราต้องเปิดอัลกุรอานอ่าน

ถ้าเราพูดเรื่องการละหมาดกลางคืน เราต้องพยายามลุกขึ้นละหมาด แม้เพียงเล็กน้อย

ถ้าเราพูดเรื่องการบริจาค เราต้องยื่นมือช่วยคนยากจน

ถ้าเราพูดเรื่องมารยาทของมุสลิม คนในบ้านของเราควรเป็นกลุ่มแรกที่สัมผัสได้ถึงมารยาทของเรา

ถ้าเราพูดเรื่องการให้อภัย เราต้องฝึกให้อภัยคนที่ทำร้ายเรา

     ศาสนาไม่ได้ต้องการเพียงให้เราพูดถึงความดี แต่ต้องการให้ความดีปรากฏในชีวิตของเรา

 

 

     โลกออนไลน์ทำให้เราหลงคิดว่า “การโพสต์” คือ “การปฏิบัติ” นี่คือสิ่งที่ต้องระวังเป็นพิเศษ

เราแชร์เรื่องการบริจาค แต่เราไม่บริจาค

แชร์เรื่องพ่อแม่ แต่เราไม่ดูแลพ่อแม่

แชร์เรื่องละหมาด แต่เราไม่รักษาละหมาด

แชร์เรื่องการตาย แต่เราไม่เตรียมตัวสำหรับความตาย

แชร์เรื่องสวรรค์และนรก แต่หัวใจกลับไม่สะเทือน

แชร์คำพูดของนักวิชาการเรื่องความถ่อมตน แต่เรากลับดูถูกคนอื่นในคอมเมนต์

     การแชร์ความดีไม่ใช่สิ่งผิด แต่จงอย่าปล่อยให้การแชร์กลายเป็นสิ่งทดแทนการทำความดี

 

 

ท่านนบี ﷺ เตือนคนที่พูดดีแต่ไม่ปฏิบัติ 

 

     มีหะดีษเศาะฮีหฺในเศาะฮีหฺอัลบุคอรีย์และมุสลิม เกี่ยวกับชายคนหนึ่งในนรกที่ลำไส้ไหลออกมา 

     และผู้คนถามเขาว่า“ท่านไม่ได้เคยสั่งใช้ความดีและห้ามปรามความชั่วหรือ?”

     เขาตอบในความหมายว่า“ฉันเคยสั่งใช้ความดี แต่ฉันไม่ทำมัน และฉันห้ามปรามความชั่ว แต่ฉันกลับทำมัน”

 

     หะดีษนี้น่ากลัวอย่างยิ่ง เพราะมันทำให้เราเห็นว่า การพูดเรื่องศาสนาไม่ได้รับประกันว่าเราจะรอด หากคำพูดไม่ได้สร้างการเปลี่ยนแปลงในตัวเรา

 

 

นักวิชาการร่วมสมัยก็เตือนเรื่องความรู้ที่ไม่ก่อให้เกิดการปฏิบัติ

 

     เชคอับดุลอะซีซ บิน บาซ رحمه الله เน้นอยู่เสมอในงานสอนของท่านว่า ความรู้ที่มีประโยชน์คือความรู้ที่นำไปสู่การปฏิบัติ และผู้แสวงหาความรู้ควรนำสิ่งที่เรียนรู้ไปใช้ในชีวิต

 

     เช่นเดียวกับเชคมุฮัมมัด อัลอุษัยมีน رحمه الله ซึ่งมักอธิบายว่าความรู้ทางศาสนาไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อให้มนุษย์สะสมข้อมูล แต่เพื่อให้นำไปสู่การงานที่ถูกต้องและการเชื่อฟังอัลลอฮฺ

 

     หลักการนี้สอดคล้องกับสิ่งที่บรรดานักวิชาการในอดีตเน้นย้ำมาโดยตลอดว่า ความรู้ที่เป็นประโยชน์ คือความรู้ที่ทำให้เจ้าของความรู้ดีขึ้นต่ออัลลอฮฺ แล้วเราควรทำอย่างไรกับการถกเถียงทางศาสนา ?

ไม่ได้หมายความว่าเราต้องหยุดพูดเรื่องศาสนา

ไม่ได้หมายความว่าเราห้ามอธิบายความถูกต้อง

ไม่ได้หมายความว่าเราไม่สามารถตอบข้อผิดพลาด

แต่เราต้องถามตัวเองก่อนว่า “ฉันกำลังแสวงหาความจริง หรือกำลังแสวงหาชัยชนะ?”

 

ถ้าเราพบว่าความรู้ทำให้เราถ่อมตนมากขึ้น นั่นคือสัญญาณที่ดี

ถ้าความรู้ทำให้เรากลัวอัลลอฮฺมากขึ้น นั่นคือสัญญาณที่ดี

ถ้าความรู้ทำให้เราละหมาดดีขึ้น นั่นคือสัญญาณที่ดี

ถ้าความรู้ทำให้เราปฏิบัติต่อคนอื่นดีขึ้น นั่นคือสัญญาณที่ดี

     แต่ถ้าความรู้ทำให้เราหยิ่งขึ้น ทำให้เราดูถูกคนอื่น ทำให้เราชอบทะเลาะ ทำให้เราคอยจับผิด ทำให้เรามองว่าตัวเองดีกว่าคนอื่น เราต้องหยุดและตรวจสอบหัวใจของตัวเองทันที ก่อนจะปฏิรูปโลก จงปฏิรูปตัวเอง

อัลลอฮฺตรัสว่า

إِنَّ اللَّهَ لَا يُغَيِّرُ مَا بِقَوْمٍ حَتَّىٰ يُغَيِّرُوا مَا بِأَنْفُسِهِمْ

“แท้จริงอัลลอฮฺจะไม่ทรงเปลี่ยนแปลงสภาพของกลุ่มชนใด จนกว่าพวกเขาจะเปลี่ยนแปลงสิ่งที่อยู่ในตัวของพวกเขาเอง”

(อัรเราะอฺด 13:11)

 

 

     เราอยากเปลี่ยนสังคม แต่ต้องเริ่มจากตัวเรา 

     เราอยากให้เยาวชนกลับมาสู่ศาสนา แต่ต้องถามว่าเยาวชนที่อยู่ในบ้านของเราเห็นอะไรจากตัวเรา

     เราอยากให้มุสลิมรักกัน แต่เรายังทะเลาะกับพี่น้องมุสลิมด้วยถ้อยคำรุนแรงหรือไม่ ?

     เราอยากให้คนรักษาละหมาด แต่เราเองรักษาละหมาดหรือไม่ ?

     เราอยากให้สังคมมีคุณธรรม แต่เราซื่อสัตย์ในเรื่องเงิน การค้า การทำงาน และครอบครัวหรือไม่ ?

     อย่าให้เรารู้จักศาสนามากขึ้น แต่รู้จักอัลลอฮฺน้อยลง นี่อาจเป็นบททดสอบที่ละเอียดอ่อนที่สุด

     เราสามารถรู้จักศัพท์ทางศาสนามากขึ้น รู้จักตำรามากขึ้น , รู้จักนักวิชาการมากขึ้น , รู้จักความคิดเห็นต่าง ๆ มากขึ้น , รู้จักข้อผิดพลาดของกลุ่มต่าง ๆ มากขึ้น แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ

เรารู้จักอัลลอฮฺมากขึ้นหรือไม่ ?

เรากลัวพระองค์มากขึ้นหรือไม่ ?

เรารักพระองค์มากขึ้นหรือไม่ ?

เราหวังในพระองค์มากขึ้นหรือไม่ ?

เรากลับไปหาพระองค์มากขึ้นหรือไม่ ?

เราละทิ้งบาปเพราะพระองค์มากขึ้นหรือไม่ ?

ถ้าคำตอบคือ “ไม่” เราต้องหยุดพักจากการเถียงคนอื่น แล้วกลับมา ซ่อมหัวใจของตัวเอง

ก่อนจะถามว่า “ใครผิด ?” จงถามว่า “ฉันทำอะไรแล้วบ้าง ?”

 

พี่น้องที่รัก...

เราไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อเป็นแชมป์แห่งการถกเถียง

เราไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อเอาชนะทุกคอมเมนต์

เราไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อพิสูจน์ว่าตัวเองฉลาดกว่าคนอื่น

เราไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อสะสมความรู้ไว้ใช้ทำลายคู่สนทนา

แต่เราเกิดมาเพื่อ อิบาดะฮฺต่ออัลลอฮฺ ดังที่พระองค์ตรัสว่า

وَمَا خَلَقْتُ الْجِنَّ وَالْإِنسَ إِلَّا لِيَعْبُدُونِ

“และข้ามิได้สร้างญินและมนุษย์ นอกจากเพื่อให้พวกเขาเคารพภักดีต่อข้า”

(อัซ-ซาริยาต 51:56)

 

     ดังนั้น ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเราในวันนี้ อาจไม่ใช่คนที่เราเถียงด้วยในโลกออนไลน์ แต่คือ “ตัวเราเอง” ที่รู้ความจริงมากมาย แต่ยังไม่ยอมลงมือปฏิบัติ

 

اللَّهُمَّ عَلِّمْنَا مَا يَنْفَعُنَا، وَانْفَعْنَا بِمَا عَلَّمْتَنَا، وَزِدْنَا عِلْمًا وَعَمَلًا وَإِخْلَاصًا

 

     “โอ้อัลลอฮฺ โปรดสอนสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่เรา และโปรดให้เราได้รับประโยชน์จากสิ่งที่พระองค์ทรงสอน และโปรดเพิ่มพูนความรู้ การงาน และความบริสุทธิ์ใจแก่เรา” … อามีน