การสร้างความสมดุลในการรักษาอิบาดะฮ์ ของสตรี
  จำนวนคนเข้าชม  86

การสร้างความสมดุลในการรักษาอิบาดะฮ์ ของสตรี

 

อุ ม มุ อั ฟ ว์ แปลเรียบเรียง

 

     โดย ชัยเคาะฮ์ ฮิศเศาะฮ์ อับดิลลาฮ์ อะฮ์มัด ฮะฟิศ่อฮัลลอฮ์ อาจารย์ผู้สอนอัลกุรอาน จากสาธารณรัฐอาหรับอิมิเรต

 

     การสร้างความสมดุลในเรื่องของอิบาดาตกับมัสอูลียาต (หน้าที่ความรับผิดชอบ) นั้น ถือเป็นเรื่องยากที่น้อยคนจะสามารถจัดการได้ นอกเสียจากคนที่อัลลอฮฺทรงช่วยเหลือให้เขาได้รับความสำเร็จเท่านั้น

 

     เราจะพบว่ามีผู้หญิงหลายคนที่ประสบความสำเร็จในเรื่องในบ้านไม่ว่าจะเป็นการดูแลลูก งานบ้านงานครัว แต่กลับบกพร่องในเรื่องของอิบาดะฮฺ ขณะที่ผู้หญิงบางคนขมักเขม้นขยันขันแข็งในการทำอิบาดะฮฺ ในการหาความรู้ แต่กลับบกพร่องกับเรื่องในเรื่องของสิทธิของสามีและลูก สิ่งนี้ถือเป็นปัญหาใหญ่ของผู้หญิงจำนวนไม่น้อย และน้อยคนที่จะสามารถจัดการหน้าที่เหล่านี้ให้สมดุลได้ 

 

     ต่อไปนี้คือ กฎเกณฑ์ในการสร้างความสมดุลในการรักษาอิบาดะฮฺของสตรีและสิทธิหน้าที่ต่างๆในบ้านของเธอ

 

1) ขอดุอาอฺและขอความช่วยเหลือต่ออัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา

 

ดุอาอฺที่สมควรอ่านในทุกเช้าคือ 

 

اللَّهُمَّ إِنِّي أَسْأَلُكَ عِلْمًا نَافِعًا، وَرِزْقًا طَيِّبًا، وَعَمَلًا مُتَقَبَّلًا

(อัลลอฮุมมะอินนี อัสอะลุกะ อิ้ลมัน นาฟิอัน วะริศก็อน ฏ็อยยิบัน วะอะมะลัน มุตะก๊อบบะลัน)

 

"โอ้ อัลลอฮฺ ข้าพระองค์วิงวอนขอความรู้ที่ยังประโยชน์ ริสกีที่ดีงาม และการงานที่ได้รับการตอบรับด้วยเถิด"

 

     เพราะคนเราตั้งแต่ตื่นนอนนั้น เราควรต้องตั้งเป้าหมายในทุกๆ วันว่า "เราตั้งใจจะทำอะไรในวันนี้?" "เราถูกสร้างมาเพื่ออะไร" ให้เป้าหมายของเราคือ "ความรู้" เพื่อปูทางไปสู่ "การปฏิบัติ" และการปฎิบัติ จะเปิดประตูสู่ริสกีในที่สุด

 

     และดังที่ท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอลัยฮิวะซัลลัม ได้บอกกับท่านมุอ๊าซ อิบนิ ญะบั้ล ร่อฎิยัลลอฮูอันฮฺ ว่า มุอ๊าซเอ๋ย แท้จริง ฉันรักท่าน ดังนั้น อย่าได้ละทิ้งที่จะขอดุอาอฺหลังละหมาดว่า 

 

اللَّهُمَّ أَعِنِّي عَلَى ذِكْرِكَ وَشُكْرِكَ وَحُسْنِ عِبَادَتِكَ

(อัลลอฮุมมะ อะอินนี อะลา ซิกริกะ, วะชุกริกะ, วะฮุสนิ อิบาดะติกะ)

 

"โอ้ อัลลอฮฺ ขอพระองค์โปรดทรงช่วยเหลือข้าพระองค์ในการรำลึกถึงพระองค์ กตัญญูขอบคุณต่อพระองค์

และในการทำอิบาดะฮฺอย่างดีต่อพระองค์ด้วยเถิด"

 

 

2) อย่ารอเวลาว่าง

 

     อย่าคิดว่าต้องรอให้ลูกโตก่อนแล้งจึงค่อยเริ่มท่องจำอัลกุรอาน เพราะทุกวันที่ลูกโตขึ้นคือทุกวันที่เราแก่ตัวลง ดีไม่ดีบันทึกของเราอาจถูกปิดผนึกไปก่อนที่จะได้เริ่มท่องก็เป็นได้ จึงอย่าผัดวันประกันพรุ่ง อย่ารอให้พร้อมก่อนเพื่อจะเริ่มทำความดี 

"เมื่อท่านอยู่ในยามเช้า จงอย่ารอให้ถึงเวลาเย็น"

     หากพลาดละหมาดฎุฮา อย่าคิดว่าเอาไว้รอละหมาดกิยามุลลัยล์แทน อย่าคิดว่าพรุ่งนี้ค่อยทำ ให้ฉวยโอกาสในช่วงเวลาที่เรามี และให้คิดเสมอว่า "เราอาจมีชีวิตอยู่ไม่ถึงวันพรุ่งนี้" ดังนั้น "จงเริ่มต้นเสียตั้งแต่ตอนนี้!"

 

 

3) กำหนดเป้าหมายที่ชัดเจนและเหมาะสมกับบริบทของตัวเอง

 

     อย่าคิดว่าการท่องจำอัลกุรอานทั้งเล่มเป็นฝันที่ไกลเกินเอื้อม หากเรากำหนดเป้าหมายที่จะทำเป็นประจำให้ได้ทุกวันแม้จะเป็นเป้าหมายเล็กๆ สักวันหนึ่งเราก็จะบรรลุถึงเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ได้

หากเราท่องวันละ 1 อายะฮฺ จะใช้เวลาท่องจำอัลกุรอานทั้งเล่มประมาณ 16 ปี

หากเราท่องจำวันละ 2 อายะฮฺ จะใช้เวลาประมาณ 8 ปี

และหากเราท่องจำวันละ 1 หน้าจะเวลาประมาณ 2 ปี อินชาอัลลอฮฺ

 

     ท่านอัมร์ อิบนิ ญะมูฮฺ ร่อฎิยัลลอฮุอันฮฺ เป็นชายชราขาพิการ ที่ได้รับการผ่อนผันให้อยู่บ้านได้ไม่ต้องออกไปทำญิฮาด แต่ท่านกลับกล่าวว่า "ด้วยกับขาที่พิการนี้ของฉันต่างหาก ที่จะเป็นสาเหตุให้ฉันได้เข้าสวรรค์" (ท่านเลือกที่จะออกไปญิฮาดแทนการอยู่กับบ้าน)

 

     ท่านอับดุลลอฮฺ อิบนิ อุมมิ มักตูม ร่อฎิยัลลอฮุอันฮฺ ชายตาบอดที่ได้รับการผ่อนผันให้ต้องออกไปญิฮาดเช่นกัน แต่ท่านยังคงยืนยันที่จะร่วมในสนามรบ โดยทำหน้าที่ถือธงนำทัพของมุสลิมในสมรภูมิอัลกอดิซียะฮ์ เพื่อให้มั่นใจว่าธงจะไม่ตกพื้น จนกระทั่งท่านถูกฟันแขนขาดทั้งสองข้าง ใช้คางกับหัวไหล่หนีบธง และได้ตายชะฮีดในสมรภูมินั้น

    ท่านยังเป็น ดาอีย์ คนแรกพร้อมกับท่านมุศอับ อิบนิ อุมัยร์ ที่ถูกส่งไปเผยแพร่เชิญชวนที่นครมะดีนะฮฺ อีกทั้งท่านยังเป็นมุอัซซินอีกด้วย

     อุปสรรคที่เรามีจึงไม่ใช่เหตุผลที่จะขัดขวางไม่ให้เราไปถึงเป้าหมายของเราได้ตราบใดที่เราพยายามอย่างสุดความสามารถ

 

     ท่านร่อซู้ล ศ็อลลัลลอฮูอลัยฮิวะซัลลัม กล่าววว่า :

     "การงานที่เป็นที่รักยิ่ง ณ ที่อัลลอฮฺ คือ การงานที่ทำเป็นประจำสม่ำเสมอ ถึงแม้ว่าการงานนั้นจะเล็กน้อยเพียงใดก็ตาม"

 

     การรักษาความสม่ำเสมอของการงานที่ทำแม้จะเป็นสิ่งที่เล็กน้อย เป็นสิ่งที่อัลลอฮฺ ตะอาลาทรงโปรดปราน เพราะมันคือเครื่องยืนยันถึงการมี อิคล้าศ (ความบริสุทธิ์ใจ) ในการทำเพื่อพระองค์นั่นเอง

 

     อีกหนึ่งตัวอย่างจากท่านหญิง อุมมุฮะบีบะฮฺ ร่อฎิยัลลอฮูอันฮา ที่นางรักษาการละหมาดซุนนะฮฺ รอวาติบ (หลังละหมาด) 12 ร้อกอัต หลังจากที่นางได้ยินฮะดีสที่กล่าวถึงผลบุญของการละหมาดนี้ว่า "อัลลอฮฺจะทรงสร้างบ้านหลังหนึ่งในสวรรค์ให้แก่เขา"

 

     เช่นกันกับท่านหญิงฟาติมะฮฺ ร่อฎิยัลลอฮูอันฮา ที่ครั้งหนึ่ง นางเคยรบเร้าขอทาสหญิงจากบิดา เพื่อให้มาช่วยงานบ้าน แต่ท่านร่อซู้ลแนะนำในสิ่งที่ดียิ่งกว่าการมีคนรับใช้ช่วยงาน นั่นก็คือ 

การกล่าวซุบฮานัลลอฮฺ 33 ครั้ง อัลฮัมดุลิลลาฮฺ 33 ครั้ง และอัลลอฮุอักบัร 34 ครั้ง 

เมื่อเข้านอน ซิกรุ้ลลอฮฺนี้จะช่วยร่างกายมีพละกำลัง และทั้งสองก็รักษาการกล่าวซิกรุ้ลลอฮฺนี้ในทุกค่ำคืน 

มีคนถามท่านอะลีว่า "ท่านไม่เคยทิ้งการกล่าวนี้แม้ในคืนสมรภูมิศิฟฟีนอย่างนั้นหรือ?" 

ท่านตอบว่า "ใช่ แม้ในคืนศิฟฟีน" 

 

     เชค มุฮัมมัด อิบนิ อุซัยมีน ร่อฮฺมะฮุ้ลลอฮฺ เมื่อท่านได้ยินฮะดีสที่กล่าวถึงการอาบน้ำชำระล่างกายในวันศุกร์สำหรับชายที่บรรลุศาสนภาวะ ว่าเป็นวาญิบ ท่านก็ไม่เคยละทิ้งการอาบน้ำนี้เลย ไม่ว่าจะในฤดูร้อน ฤดูหนาว หรือแม้แต่เวลาที่ป่วยก็ตาม

 

     น้ำที่หยดลงบนหินทุกวันยังสามารถเซาะหินผาให้กร่อนลงได้ ฉันใดก็ฉันนั้นกับการแสวงหาความรู้ หากเราอาศัยความอดทน และความสม่ำเสมอ ความพยายามนี้ย่อมส่งผลต่อหัวใจของเรา

     การท่องจำอัลกุรอานอาจยากลำบากเมื่อเริ่มต้น แต่ด้วยความเสมอต้นเสมอปลาย และความมานะอดทน การท่องจำก็จะสะดวกง่ายดายมากยิ่งขึ้น 

 

 

4) ทำเพื่อลูก

 

     ทุกวันนี้เราพบว่าพ่อแม่ผู้ปกครองต่างทุ่มเทในการทำหารายได้ก็เพื่อให้ลูกเข้าได้เรียนโรงเรียนดีๆ เพื่อให้ลูกมีชุดดีๆใส่ เช่นเดียวกันในเรื่องศาสนา ก็จำเป็นต้องอุตสาหะทุ่มเทเพื่อให้ลูกของเราเป็นคนดีมีศาสนา 

ท่านอับดุลลอฮฺ อิบนิ มัสอู๊ด ร่อฎิยัลลอฮูอันฮฺ กล่าวว่า :

     "ขอสาบานต่ออัลลอฮฺ ฉันจะละหมาด (กิยามุลลัยล์) ให้มากขึ้น ก็เพื่อลูกของฉัน" (เพื่อหวังว่าอัลลอฮฺจะทรงปรับปรุงเปลี่ยนแปลงลูกให้ดียิ่งขึ้น)

 

     ในซูเราะฮฺ อัลกะฮฺฟิ ในอายะฮฺที่ว่า : وَكَانَ أَبُوهُمَا صَالِحًا "และบิดาของเด็กทั้งสองนั้นเป็นคนดี"

     พ่อในทีนี้ไม่ใช่พ่อของเด็กทั้งสองโดยตรง แต่คือบรรพบุรุษที่อยู่เหนือขึ้นไปอีก 7 ชั่วคน อันเป็นการแสดงให้เห็นว่า การที่เราเป็นคนดีในวันนี้ อัลลอฮฺจะทรงตอบแทนด้วยการปกปักษ์คุ้มครองลูกหลานเหลนโหลนของเราต่อไปในภายภาคหน้า

 

 

5) ยิงปืนนัดเดียวได้นก 2 ตัว

 

     เวลาที่เราสอนลูก ก็เท่ากับว่าเรากำลังสอนตัวเองไปด้วย หากเราเป็นคนที่สอนอัลกุรอานให้ลูก อ่านย้ำซ้ำทวนไปกับลูก เราก็ได้รับผลบุญไปด้วย หรือหากเรายังไม่ได้เป็นคนที่ท่องจำ ก็จะได้ท่องจำไปพร้อมกับลูก หรือไม่ก็ได้ทบทวนให้แม่นยำยิ่งขึ้น

 

     หรืออาจเป็นไปในรูปแบบของการได้อ่านหนังสือกับลูก อาจจะกำหนดเวลาในแต่ละวันให้เป็นกิจวัตรในการอ่านหนังสือร่วมกัน เช่น หลังทานอาหารเย็น หรือก่อนนอน หยิบเอาประวัตินบี มาอ่านด้วยกันกับเขา 

     เวลาไปร้านอาหาร หรือ อยู่ในรถ เอาพกหนังสือติดตัวไว้อ่านกับลูก ไม่ได้เป็นลักษณะแบบการเรียนการสอนในโรงเรียน แต่เลือกหยิบเอาเรื่องเล่าหรือเหตุการณ์ที่เด็กๆน่าจะชื่นชอบประทับใจ เวลาอ่านจบก็บันทึกชื่อลูกและวันที่ที่อ่านจบด้วยกัน ทำแบบนี้เล่มแล้วเล่มเล่าไปเรื่อยๆ ทั้งหมดนี้คือ เราเองก็ได้อ่านขณะเดียวกันลูกก็ได้รับประโยชน์ไปด้วยเช่นเดียวกัน

 

     พี่น้องมุสลิมะฮฺที่รัก ลูกคือคนที่หล่อมหลอมและสอนเรา ก่อนที่เราจะอบรมสั่งสอนลูกเสียด้วยซ้ำ

      ท่านร่อซู้ล ศ็อลลัลลอฮูอลัยฮิวะซัลลัม " คนที่ดีที่สุดในหมู่พวกท่าน คือ คนที่ดีที่สุดต่อครอบครัวของเขา" 

 

     เวลาที่คนเราอยู่นอกบ้าน อยู่ต่อหน้าผู้คน เราอาจเป็นคนสุภาพเรียบร้อย เป็นคนมีมารยาท แต่เวลาที่เรากลับเข้าบ้าน ความเหนื่อยล้า ความเครียด อารมณ์ความรู้สึกที่สะสมอาจทำให้เราเป็นคนฉุนเฉียว ขี้หงุดหงิด ขึ้นเสียงกับลูก ตวาดใส่ลูก

 

     ซึ่งเราอาจแทบไม่รู้จักนิสัยที่แท้จริงของตัวเองก็ต่อเมื่อมีลูก ทั้งๆ ที่ก่อนแต่งงานหรือก่อนมีลูกเรากลับไม่เคยมีอารมณ์หรือแสดงพฤติกรรมเช่นนี้เลย ทำให้เราต้องกลับมาย้อนถามตัวเองด้วยความแปลกใจว่า " เราเป็นคนขี้หงุดหงิดโมโหแบบนี้แต่แรกจริงๆหรือ? " คนที่ดีที่สุด คือคนที่ประพฤติดีที่สุดกับคนในบ้านของตัวเอง 

 

     คนที่ดีจริงคือคนที่เขามีมารยาทกับคนในบ้าน ทำดีกับคนในบ้าน เป็นที่เคารพรักของคนในบ้าน จึงกล่าวได้ว่า "ลูกได้ทำให้เราเรียนรู้ก่อนที่เราจะสั่งสอนเขาเสียด้วยซ้ำไป"

 

 

     มีตัวอย่างหนึ่งเกี่ยวกับน้องชายของท่านชัยคุ้ลอิสลาม อิบนิ ตัยมียะฮฺ ร่อฮิมะฮุ้ลลอฮฺ แม้ว่าท่านจะไม่ได้เป็นปราชญ์ผู้มีชื่อเสียงเหมือนพี่ชายของท่าน แต่ท่านกลับได้รับการเคารพยกย่องจากบุคคลทั่วไปไม่ต่างจากพี่ชายของท่านเลย  

 

     ทั้งนี้ เพราะอุปนิสัยและความประพฤติของท่าน ได้รับการยืนยันว่าแม้ท่านจะอ่อนโยนมีมารยาทกับคนนอกบ้านอย่างไร กับคนในบ้านท่านมีมารยาทยิ่งกว่า  ท่านมีความนอบน้อมกลัวเกรงอัลลอฮฺนอกบ้านอย่างไร เมื่ออยู่ในบ้านท่านเป็นผู้มีลักษณะเช่นนั้นยิ่งกว่า

 

     ดังนั้น จึงจำเป็นที่เราจะต้องปรับปรุงแก้ไขพฤติกรรมของเราเป็นอันดับแรก อย่าทำพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมต่อหน้าลูก อย่าขึ้นเสียงพูดจาไม่ดีกับลูก พฤติกรรมของลูก คือภาพสะท้อนของคนเป็นพ่อแม่ อย่าปล่อยให้ลูกมองเห็นหรือได้ยินสิ่งที่ไม่ดีไม่งาม วาจาที่หยาบคายจากเรา เพราะมันจะซึมซับไปสู่พฤติกรรมและนิสัยของลูก

 

     ครั้งหนึ่ง ท่านอุมัรเห็นชายสูงอายุคนหนึ่งอาบน้ำละหมาดอย่างรีบร้อนและไม่ทั่วถึง ท่านจึงพูดว่า ขออัลลอฮฺทรงเมตตาลูกๆ ของเขา

     มีผู้ถามว่า เหตุใดจึงต้องขอให้อัลลอฮฺเมตตาลูกของเขาด้วย ทั้งๆ ที่ชายคนนี้เป็นคนที่อาบน้ำละหมาดไม่ถูกต้อง?" 

     ท่านอุมัรจึงตอบว่า:  "เพราะเขาเป็นพ่อคน หากผู้เป็นพ่อยังละเลยและทำสิ่งที่เป็นหลักปฏิบัติพื้นฐานของศาสนาไม่ถูกต้อง เขาก็ย่อมสอนลูกของเขาไม่ได้  และลูกๆ ของเขาก็จะเติบโตมาโดยเลียนแบบความผิดพลาดนั้นจากพ่อของพวกเขา"

 

     เด็กทุกคนเกิดมาในสภาพที่บริสุทธิ์ผุดผ่อง ไร้เดียงสา แต่ใครกันที่ทำให้เขาต้องแปดเปื้อนด่างพร้อยมีมลทิน

     เพราะศาสนาของลูกคือศาสนาของพ่อแม่ พฤติกรรมของลูกก็มาจากพฤติกรรมของพ่อแม่เช่นเดียวกัน

     มือของแม่ เป็นมือที่มีบะรอกะฮฺ (ความจำเริญ) 

 

     หลายครั้งที่เราได้สนทนากับผู้หญิงที่มีคดีติดตัว เมื่อถามถึงความสัมพันธ์ของพวกเธอที่มีกับแม่ กลับได้รับคำตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า ไม่มีความสัมพันธ์ที่ดีกับแม่เลย เพราะฉะนั้น สาเหตุหนึ่งที่ทำให้เด็กคนหนึ่งออกนอกลู่นอกทาง เป็นเด็กเสเพลเกเร ก็เป็นเพราะแม่นั่นเอง

 

     แม่จึงนับเป็นครูคนแรกของลูก บรรดาอุละมาอฺหลายท่านในอดีต ไม่ว่าจะเป็น อิมามอะฮฺมัด อิมามชาฟิอีย์ อิมามมาลิก ต่างเป็นเด็กกำพร้าที่ล้วนเติบโตมาเป็นอิมามผู้ยิ่งใหญ่ได้ภายใต้การอุปถัมป์อุ้มชูอบรมเลี้ยงดูของผู้เป็นแม่ทั้งสิ้น