
เมื่อกุบูรถูกยกย่องเกินขอบเขต
เรียบเรียงโดย อิสมาอีล กอเซ็ม
มวลการสรรเสริญเป็นเอกสิทธิ์ของอัลลอฮฺผู้อภิบาลแห่งสากลโลก
หนึ่งในโรคทางความเชื่อที่อันตรายที่สุดต่อประชาชาติ คือ การเริ่มต้นด้วย “ความรักต่อคนดี” แต่จบลงด้วย “การละเมิดสิทธิของอัลลอฮฺ” ในการอิบาดะฮ์ เรื่องนี้มิใช่ปัญหาใหม่ หากแต่เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นกับประชาชาติก่อนหน้า
ท่านนบี ﷺ ได้เตือนประชาชาติของท่านอย่างรุนแรง โดยเฉพาะเรื่องการยกย่องหลุมศพของคนศอลิห์ การสร้างสิ่งปลูกสร้างเหนือกุบูร การทำกุบูรเป็นสถานที่อิบาดะฮ์ และการแสวงหาบะเราะกะฮ์จากผู้ตาย
ประเด็นนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งในสังคมปัจจุบัน เพราะบางพื้นที่ยังพบพฤติกรรมที่สะท้อนความเข้าใจคลาดเคลื่อนเกี่ยวกับกุบูร เช่น การเดินทางไปหลุมศพของบุคคลที่เชื่อว่าเป็นคนศอลิห์เพื่อขอพร บนบาน ขอความสำเร็จ ขอให้พ้นเคราะห์ ขอให้ค้าขายดี ขอให้หายป่วย หรือเชื่อว่าหลุมศพนั้นมีพลังพิเศษในการประทานผลดีและปัดเป่าภัยร้าย สิ่งเหล่านี้มิใช่เพียงประเพณีท้องถิ่นธรรมดา แต่เป็นประเด็นอะกีดะฮ์ที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับเตาฮีด
คำเตือนของท่านนบี ﷺ เกี่ยวกับการยกย่องกุบูร
ท่านหญิงอาอิชะฮ์ رضي الله عنها รายงานว่า อุมมุสะละมะฮ์ رضي الله عنها ได้กล่าวถึงโบสถ์แห่งหนึ่งที่นางเห็นในแผ่นดินหะบะชะฮ์ ซึ่งมีรูปภาพอยู่ภายใน ท่านเราะสูลุลลอฮฺ ﷺ จึงกล่าวว่า
“ชนเหล่านั้น เมื่อมีชายศอลิห์หรือบ่าวศอลิห์เสียชีวิต พวกเขาจะสร้างมัสญิดเหนือหลุมศพของเขา และทำรูปภาพเหล่านั้นไว้ภายใน ชนเหล่านั้นคือผู้เลวร้ายที่สุดในหมู่สิ่งถูกสร้าง ณ อัลลอฮฺ"
หะดีษนี้ชี้ให้เห็นว่า ปัญหาไม่ได้เริ่มจากการประกาศว่า “ฉันจะบูชาหลุมศพ” แต่เริ่มจากการให้เกียรติคนศอลิห์แบบเกินขอบเขต จากนั้นจึงพัฒนาเป็นการสร้างสถานที่เฉพาะเหนือหลุมศพ แล้วตามมาด้วยการทำอิบาดะฮ์ ณ สถานที่นั้น และในที่สุดอาจนำไปสู่การวิงวอนต่อผู้ตายโดยตรง
ดังนั้น การที่ศาสนาห้ามสร้างมัสญิดเหนือกุบูร หรือห้ามทำกุบูรเป็นสถานที่แสวงหาบะเราะกะฮ์ มิใช่เพราะอิสลามไม่ให้เกียรติคนดี แต่เพราะอิสลามต้องการปกป้องเตาฮีดมิให้ถูกเจือปนด้วยชิรก์
ปัญหาในปัจจุบันจากการเยี่ยมกุบูรที่ถูกต้อง สู่การคลั่งไคล้ที่ผิดหลัก
อิสลามอนุญาตให้เยี่ยมกุบูร เพื่อรำลึกถึงความตาย ขออภัยโทษให้ผู้ตาย และเตือนใจตนเองถึงโลกอาคิเราะฮ์ ท่านนบี ﷺ กล่าวว่า
“ฉันเคยห้ามพวกท่านจากการเยี่ยมกุบูร บัดนี้จงเยี่ยมมันเถิด เพราะมันทำให้รำลึกถึงอาคิเราะฮ์”²
แต่การเยี่ยมกุบูรที่ถูกต้องมีขอบเขตชัดเจน คือ เยี่ยมเพื่อเตือนใจตนเอง และขอดุอาอ์ต่ออัลลอฮฺให้แก่ผู้ตาย มิใช่เยี่ยมเพื่อขอจากผู้ตาย
สิ่งที่น่าเป็นห่วงในปัจจุบัน คือ บางคนเข้าใจว่าหลุมศพของบุคคลบางคนมีความศักดิ์สิทธิ์พิเศษ สามารถเป็นทางลัดให้คำขอถูกตอบรับ หรือมีบะเราะกะฮ์เฉพาะที่ไม่มีในมัสญิดทั่วไป จึงเดินทางไปด้วยความหวัง ความกลัว และความผูกพันทางใจในระดับที่ควรมีต่ออัลลอฮฺเพียงผู้เดียว บางแห่งอาจมีพฤติกรรม เช่น
♦ การขอให้ผู้ตายช่วยเหลือในสิ่งที่ไม่มีผู้ใดทำได้นอกจากอัลลอฮฺ
♦ การบนบานต่อผู้ตาย
♦ การเชื่อว่าผู้ตายสามารถดลบันดาลโชคลาภ
♦ การลูบ จูบ ผูกผ้า หรือวางสิ่งของไว้ที่กุบูรเพื่อหวังบะเราะกะฮ์
♦ การถือว่าการดุอาอ์ใกล้กุบูรนั้นมีความประเสริฐพิเศษโดยไม่มีหลักฐาน
♦ การจัดพิธีกรรมรอบกุบูรจนมีลักษณะคล้ายสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ทางศาสนา
ทั้งหมดนี้เป็นสิ่งที่ต้องถูกตรวจสอบด้วยหลักฐาน มิใช่ด้วยความรู้สึกหรือประเพณี เพราะในเรื่องอิบาดะฮ์ หลักตัดสินมิใช่ “คนส่วนใหญ่ทำกัน” แต่คือ “อัลลอฮฺและเราะสูลบัญญัติไว้หรือไม่”
ความแตกต่างระหว่าง “ให้เกียรติคนศอลิห์” กับ “ยกย่องเกินขอบเขต”
อิสลามมิได้ปฏิเสธสถานะของคนศอลิห์ ผู้รู้ หรือครูบาอาจารย์ ตรงกันข้าม อิสลามสอนให้รักคนดี ให้เกียรติผู้รู้ และดุอาอ์ให้ผู้ศรัทธาที่ล่วงลับไปแล้ว แต่ความรักต้องอยู่ภายใต้หลักฐาน มิใช่กลายเป็นความคลั่งไคล้
การให้เกียรติที่ถูกต้อง คือ รักเขาเพราะความดีและความศรัทธาของเขา , กล่าวถึงคุณงามความดีของเขาโดยไม่กล่าวเกินจริง , ขอดุอาอ์ต่ออัลลอฮฺให้เขา , เรียนรู้แบบอย่างที่ถูกต้องจากเขา , ไม่ยกเขาให้มีสิทธิในสิ่งที่เป็นสิทธิของอัลลอฮฺ
ส่วนการยกย่องเกินขอบเขต คือ เชื่อว่าเขารู้สิ่งเร้นลับ , เชื่อว่าเขาช่วยเหลือผู้คนหลังตายได้โดยอิสระ , วิงวอนต่อเขา , บนบานต่อเขา , เชื่อว่าหลุมศพของเขาเป็นแหล่งบะเราะกะฮ์เฉพาะ , ทำกุบูรของเขาเป็นสถานที่ประกอบอิบาดะฮ์
ท่านนบี ﷺ ได้ห้ามมิให้ประชาชาติยกย่องท่านเกินขอบเขต ทั้งที่ท่านคือมนุษย์ที่ประเสริฐที่สุด ท่านกล่าวว่า
“พวกท่านอย่ายกย่องฉันเกินขอบเขต ดังที่ชาวคริสต์ได้ยกย่องบุตรของมัรยัมเกินขอบเขต แท้จริงฉันเป็นเพียงบ่าว ดังนั้นจงกล่าวว่า บ่าวของอัลลอฮฺและเราะสูลของพระองค์”³
เมื่อท่านนบี ﷺ ยังห้ามการยกย่องท่านเกินขอบเขต แล้วบุคคลอื่นย่อมยิ่งไม่อนุญาตให้ถูกยกขึ้นเกินฐานะของความเป็นบ่าว
ทำไมการอิบาดะฮ์ใกล้กุบูรจึงอันตราย แม้จะอ้างว่าอิบาดะฮ์ต่ออัลลอฮฺ?
ผู้ประพันธ์ได้กล่าวไว้ลึกซึ้งว่า “สิ่งที่มีรายงานอย่างรุนแรงเกี่ยวกับผู้ที่อิบาดะฮ์ต่ออัลลอฮฺ ณ หลุมศพของชายศอลิห์ แล้วจะเป็นอย่างไรเล่าหากเขาอิบาดะฮ์ต่อชายผู้นั้นเอง?”
ถ้อยคำนี้แสดงให้เห็นว่า แม้บุคคลหนึ่งจะอ้างว่า “ฉันไม่ได้บูชาผู้ตาย ฉันเพียงละหมาดหรือดุอาอ์ต่ออัลลอฮฺใกล้กุบูรของคนดี” การกระทำเช่นนี้ก็ยังเป็นสิ่งต้องห้าม หากเขาเชื่อว่าสถานที่นั้นมีความประเสริฐพิเศษโดยไม่มีหลักฐาน เพราะมันเป็นสื่อที่นำไปสู่ชิรก์
ชัยคุลอิสลาม อิบนุตัยมียะฮ์ رحمه الله อธิบายว่า การตั้งใจละหมาด ณ กุบูรเพื่อแสวงหาบะเราะกะฮ์จากสถานที่นั้น เป็นการประดิษฐ์ศาสนาที่อัลลอฮฺมิได้ทรงอนุญาต และเป็นหนึ่งในสาเหตุใหญ่ที่นำประชาชาติต่าง ๆ ไปสู่ชิรก์
นี่คือความละเอียดของชะรีอะฮ์ อิสลามไม่ได้ห้ามเฉพาะชิรก์เมื่อเกิดขึ้นแล้ว แต่ยังห้ามหนทางที่นำไปสู่ชิรก์ด้วย เพราะเมื่อหัวใจเริ่มผูกพันกับกุบูร ความหวัง ความกลัว และการพึ่งพิงอาจค่อย ๆ เคลื่อนจากอัลลอฮฺไปสู่ผู้ตายโดยไม่รู้ตัว
การประยุกต์กับสังคมปัจจุบัน : เมื่อประเพณีถูกยกเหนือหลักฐาน
ในหลายสังคม ปัญหาเรื่องกุบูรมักถูกปกป้องด้วยคำว่า “ประเพณี” “บรรพบุรุษทำมา” “เป็นการให้เกียรติคนดี” หรือ “เป็นเรื่องวัฒนธรรม” แต่ในอิสลาม ประเพณีใดที่ขัดกับเตาฮีด ประเพณีนั้นต้องถูกแก้ไข ไม่ใช่ถูกทำให้ศักดิ์สิทธิ์
อัลลอฮฺ تعالى ตรัสว่า
“และเมื่อถูกกล่าวแก่พวกเขาว่า จงปฏิบัติตามสิ่งที่อัลลอฮฺประทานลงมา
พวกเขากล่าวว่า มิใช่เช่นนั้น แต่เราจะปฏิบัติตามสิ่งที่เราพบบรรพบุรุษของเราอยู่บนมัน”
( อัลบะเกาะเราะฮ์ 2:170)
อายะฮ์นี้เตือนว่า การอ้างบรรพบุรุษมิใช่หลักฐาน หากสิ่งนั้นขัดกับวะฮ์ยู ดังนั้น เมื่อพบว่าพฤติกรรมใดเกี่ยวกับกุบูรสวนทางกับคำสอนของท่านนบี ﷺ ผู้ศรัทธาต้องกล้ากลับสู่หลักฐาน แม้อาจขัดกับความเคยชินของชุมชน
สิ่งที่ควรทำในปัจจุบัน คือ
♦ สอนประชาชนให้เข้าใจความหมายของเตาฮีดอย่างลึกซึ้ง
♦ แยกให้ชัดระหว่างการเยี่ยมกุบูรที่ถูกต้องกับการคลั่งไคล้กุบูร
♦ หยุดใช้ถ้อยคำที่ทำให้ผู้คนเข้าใจว่าผู้ตายมีอำนาจเหนือธรรมชาติ
♦ เตือนด้วยหลักฐาน ไม่ใช่ด้วยการด่าทอ
♦ ไม่กล่าวหาบุคคลเฉพาะว่าเป็นมุชริกโดยปราศจากเงื่อนไขทางวิชาการ
♦ ส่งเสริมให้กลับไปดุอาอ์ต่ออัลลอฮฺโดยตรง
♦ สอนว่าบะเราะกะฮ์ที่แท้จริงอยู่ในการตามอัลกุรอานและสุนนะฮ์ ไม่ใช่ในการแสวงหาสถานที่ที่ไม่มีหลักฐานรับรอง
เตาฮีดคือการปลดปล่อยมนุษย์จากการพึ่งพาสิ่งถูกสร้าง
สาระสำคัญของคำว่า لا إله إلا الله คือ ไม่มีผู้ใดสมควรได้รับการอิบาดะฮ์อย่างแท้จริงนอกจากอัลลอฮฺ ดังนั้น หัวใจของผู้ศรัทธาต้องไม่ถูกผูกไว้กับหลุมศพ วัตถุ สถานที่ บุคคล หรือสิ่งเร้นลับใด ๆ
อัลลอฮฺ تعالى ตรัสว่า
“และแท้จริง บรรดามัสญิดนั้นเป็นของอัลลอฮฺ ดังนั้นพวกเจ้าจงอย่าวิงวอนผู้ใดร่วมกับอัลลอฮฺ”
( อัลญิน 72:18)
และพระองค์ตรัสว่า
“และผู้ใดวิงวอนสิ่งอื่นร่วมกับอัลลอฮฺ โดยที่เขาไม่มีหลักฐานใด ๆ ในเรื่องนั้น แท้จริงการสอบสวนของเขาอยู่ที่พระผู้อภิบาลของเขา”
( อัลมุอ์มินูน 23:117)
อายะฮ์เหล่านี้ยืนยันว่า ดุอาอ์เป็นสิทธิของอัลลอฮฺ ผู้ศรัทธาจึงไม่ควรหันหัวใจไปหาผู้ตาย ไม่ว่าผู้นั้นจะเป็นคนดีเพียงใด เพราะคนดีเองก็เป็นบ่าวที่ต้องพึ่งพาอัลลอฮฺ ไม่ใช่ผู้ถูกพึ่งพาแทนอัลลอฮฺ
แนวทางแก้ไข : ตักเตือนด้วยความรู้ ไม่ใช่อารมณ์
การแก้ปัญหาความคลั่งไคล้ต่อกุบูรต้องใช้ความรู้ ความอดทน และวิธีการที่มีฮิกมะฮ์ เพราะหลายคนทำสิ่งเหล่านี้จากความไม่รู้ มิใช่จากเจตนาต่อต้านศาสนา
แนวทางที่เหมาะสม คือ
หนึ่ง อธิบายหลักเตาฮีดให้ชัดก่อนตำหนิพฤติกรรม
สอง แสดงหลักฐานจากอัลกุรอานและหะดีษอย่างเป็นระบบ
สาม อธิบายประวัติศาสตร์ว่า ชิรก์จำนวนมากเริ่มจากการยกย่องคนศอลิห์เกินขอบเขต
สี่ แยกแยะระหว่าง “การเตือนการกระทำ” กับ “การตัดสินตัวบุคคล”
ห้า เปิดทางให้ผู้คนกลับตัวโดยไม่ทำให้พวกเขารู้สึกว่าถูกเหยียดหยาม
หก ส่งเสริมการขอดุอาอ์ต่ออัลลอฮฺโดยตรง เพราะพระองค์ทรงใกล้ชิดบ่าวของพระองค์ยิ่งกว่าใครทั้งหมด
อัลลอฮฺ تعالى ตรัสว่า
“และเมื่อบ่าวของข้าถามเจ้าเกี่ยวกับข้า แท้จริงข้านั้นอยู่ใกล้ ข้าตอบรับคำวิงวอนของผู้วิงวอนเมื่อเขาวิงวอนต่อข้า”
( อัลบะเกาะเราะฮ์ 2:186)
อายะฮ์นี้เพียงพอแล้วที่จะปลดปล่อยหัวใจจากการแสวงหาสื่อกลางที่ไม่มีหลักฐาน เพราะอัลลอฮฺทรงอยู่ใกล้ ทรงได้ยิน และทรงตอบรับดุอาอ์ของบ่าวโดยไม่ต้องให้ผู้ตายเป็นตัวกลาง
สิ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบันเกี่ยวกับการยกย่องกุบูรของคนศอลิห์ ไม่ว่าจะมาในรูปของการขอพรจากผู้ตาย การบนบาน การแสวงหาบะเราะกะฮ์ การจัดพิธีกรรมรอบกุบูร หรือการเชื่อว่ากุบูรบางแห่งมีพลังพิเศษ ล้วนเป็นเรื่องที่ต้องถูกตรวจสอบด้วยหลักเตาฮีด
ท่านนบี ﷺ ได้เตือนประชาชาติอย่างชัดเจนก่อนที่ฟิตนะฮ์นี้จะเกิดขึ้นในหมู่พวกเขา ท่านห้ามยึดกุบูรเป็นมัสญิด สาปแช่งผู้ที่กระทำเช่นนั้น และเตือนว่าชาวยิวและคริสต์ได้หลงผิดในเรื่องนี้มาก่อน
ดังนั้น หน้าที่ของผู้ศรัทธาในยุคปัจจุบัน คือ กลับไปสู่เตาฮีดที่บริสุทธิ์ รักคนศอลิห์ตามกรอบหลักฐาน ไม่ยกผู้ตายขึ้นเกินฐานะของบ่าว ไม่วิงวอนต่อสิ่งใดนอกจากอัลลอฮฺ และไม่ปล่อยให้ประเพณีหรืออารมณ์ศรัทธามาทำลายหลักการพื้นฐานของ لا إله إلا الله
ความรักที่แท้จริงต่อคนศอลิห์ คือ การเดินตามความดีของพวกเขา ไม่ใช่การยกกุบูรของพวกเขาให้กลายเป็นสถานที่ผูกพันหัวใจแทนอัลลอฮฺ