ยุคเอไอ เมื่อเครื่องมือความรู้ทำให้คนจำนวนมาก ดูเหมือนผู้รู้
  จำนวนคนเข้าชม  73

ยุคเอไอ เมื่อเครื่องมือความรู้ทำให้คนจำนวนมาก ดูเหมือนผู้รู้

 

เรียบเรียงโดย  อิสมาอีล  กอเซ็ม 

 

มวลการสรรเสริญเป็นเอกสิทธิ์ของอัลลอฮฺผู้อภิบาลแห่งสากลโลก 

          ความเจริญด้านเทคโนโลยีเป็นหนึ่งในความโปรดปรานที่อัลลอฮฺทรงเปิดให้มนุษย์ได้ใช้สติปัญญาในการจัดการโลกนี้ เทคโนโลยีจึงไม่ใช่สิ่งชั่วร้ายโดยตัวของมันเอง หากแต่คุณค่าของมันขึ้นอยู่กับ “วิธีใช้” และ “เป้าหมายของผู้ใช้” เมื่อถูกใช้ในความดี มันอาจเป็นสื่อกลางในการเผยแผ่ศาสนา การสืบค้นข้อมูล การแปลภาษา การจัดทำสื่อวิชาการ และการเข้าถึงแหล่งความรู้ที่กว้างขวางยิ่งขึ้น แต่เมื่อถูกใช้โดยปราศจากความรู้ ความยำเกรง และความรับผิดชอบ มันก็อาจกลายเป็นช่องทางของความสับสน ความเข้าใจผิด และการอ้างตนเป็นผู้รู้โดยไร้คุณสมบัติ

อัลลอฮฺตรัสว่า

“และอย่าติดตามสิ่งที่เจ้าไม่มีความรู้ แท้จริงหู ตา และหัวใจ ทั้งหมดนั้นจะถูกสอบสวน”

( สูเราะฮฺอัลอิสรออ์ 17:36)

 

          อายะฮฺนี้สอนพฤติกรรมทางวิชาการของมุสลิม กล่าวคือ มุสลิมไม่ควรพูด เขียน ถ่ายทอด หรือตัดสินในสิ่งที่ตนไม่มีความรู้แน่ชัด โดยเฉพาะเรื่องศาสนา เพราะศาสนาไม่ใช่พื้นที่ทดลองความคิดเห็นส่วนตัว และไม่ใช่สนามที่ผู้ใดจะใช้เครื่องมือสมัยใหม่เพื่อสร้างภาพว่าตนเป็นนักวิชาการ ทั้งที่ยังไม่เข้าใจรากฐานของอัลกุรอาน หะดีษ ภาษาอาหรับ อุศูลุลฟิกฮฺ กอวาอิดฟิกฮียะฮฺ และวิธีวินิจฉัยของบรรดานักวิชาการ

ท่านนบี ﷺ กล่าวว่า

 “ผู้ใดที่อัลลอฮฺทรงประสงค์ความดีแก่เขา พระองค์จะทรงให้เขาเข้าใจศาสนา”

( รายงานโดยอัลบุคอรีย์และมุสลิม)

 

          หะดีษนี้ชี้ว่า ความเข้าใจศาสนาเป็นของประทานจากอัลลอฮฺ มิใช่ผลผลิตของความเร็วในการค้นหา หรือความสามารถในการเรียบเรียงถ้อยคำเท่านั้น ดังนั้น การที่บุคคลหนึ่งสามารถใช้เอไอค้นข้อมูล แปลข้อความ หรือผลิตบทความได้อย่างรวดเร็ว ยังไม่ทำให้เขากลายเป็นผู้รู้โดยอัตโนมัติ เพราะ “ข้อมูล” ไม่เท่ากับ “ความเข้าใจ” และ “การเรียบเรียงได้ดี” ไม่เท่ากับ “การวินิจฉัยได้ถูกต้อง”

 

 

เอไอในฐานะเครื่องมือ มิใช่แหล่งอ้างอิงทางศาสนา

 

          เอไอมีประโยชน์อย่างมากในงานศาสนา เช่น ช่วยค้นหัวข้อ ช่วยจัดโครงบทความ ช่วยแปลเบื้องต้น ช่วยตรวจภาษา หรือช่วยเปรียบเทียบข้อมูลหลายด้าน แต่เอไอไม่ใช่ครู ไม่ใช่มุฟตี และไม่ใช่แหล่งอ้างอิงสูงสุดทางศาสนา เพราะเอไออาจนำเสนอข้อมูลผิด เข้าใจบริบทคลาดเคลื่อน สับสนระหว่างทัศนะของมัซฮับต่าง ๆ หรือยกหลักฐานโดยไม่เข้าใจระดับความถูกต้องของหะดีษและวิธีการใช้หลักฐาน

อัลลอฮฺตรัสว่า

 “ดังนั้นพวกเจ้าจงถามบรรดาผู้รู้ หากพวกเจ้าไม่รู้”

( สูเราะฮฺอันนะห์ล 16:43)

          อายะฮฺนี้ไม่ได้สั่งให้ถาม “เครื่องมือ” แต่สั่งให้กลับไปหาผู้รู้ เพราะผู้รู้มีคุณสมบัติที่มากกว่าการเก็บข้อมูล คือมีความเข้าใจ มีการเรียนกับครู มีมารยาททางวิชาการ มีความยำเกรง และมีความรับผิดชอบต่อผลของคำพูดตนเอง

 

อิมามอิบนุสิรีน رحمه الله กล่าวว่า

 “แท้จริงความรู้นี้คือศาสนา ดังนั้นพวกท่านจงพิจารณาว่าจะรับศาสนาของพวกท่านจากผู้ใด”

( บันทึกโดยมุสลิมในมุก็อดดิมะฮฺเศาะฮีห์ของท่าน)

          ถ้อยคำนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งในยุคเอไอ เพราะปัจจุบันผู้คนจำนวนมากสามารถผลิตข้อความศาสนาได้อย่างงดงาม แต่ผู้อ่านต้องถามว่า ข้อความนั้นมาจากใคร? ผ่านการตรวจสอบจากผู้รู้หรือไม่? อ้างอิงถูกต้องหรือไม่? เข้าใจบริบทของหลักฐานหรือไม่? และผู้เขียนมีคุณสมบัติพอหรือไม่ในการพูดเรื่องนั้น?

 

 

 ตลาดที่มีแต่คนขาย แต่ไม่มีคนซื้อ : ยุคที่มีแต่ผู้ผลิต แต่ขาดผู้อ่าน

 

          ปรากฏการณ์หนึ่งในยุคเอไอคือ การผลิตสื่อวิชาการกลายเป็นเรื่องง่ายอย่างไม่เคยมีมาก่อน คนที่ไม่มีพื้นฐานศาสนาเพียงพอก็สามารถสร้างบทความ คำคม คลิปสั้น โปสเตอร์ หรือคำอธิบายศาสนาได้จำนวนมาก ภาพภายนอกจึงดูเหมือนสังคมเต็มไปด้วย “นักวิชาการ” แต่ในความจริงอาจเต็มไปด้วย “ผู้ผลิตเนื้อหา” มากกว่าผู้รู้จริง

 

          สถานการณ์นี้คล้ายตลาดที่มีแต่คนขายของ แต่ไม่มีคนซื้อ ทุกคนต้องการพูด แต่มีน้อยคนที่ต้องการอ่าน ทุกคนต้องการสอน แต่มีน้อยคนที่ยอมเป็นศิษย์ ทุกคนต้องการแสดงความเห็น แต่มีน้อยคนที่อดทนตรวจสอบหลักฐาน ทุกคนต้องการเผยแพร่ แต่มีน้อยคนที่กลับไปเรียนอย่างเป็นระบบ

 

          อันตรายจึงไม่ใช่เพียง “เอไอผลิตข้อมูลผิด” แต่อันตรายที่ลึกกว่านั้นคือ มนุษย์ใช้เอไอเพื่อข้ามขั้นตอนของการศึกษา แล้วสร้างภาพว่าตนมีความรู้ โดยไม่ผ่านความเหน็ดเหนื่อยของการอ่าน การท่องจำ การเรียนกับครู การตรวจทาน และการยอมรับข้อจำกัดของตนเอง

 

อิมามมาลิก رحمه الله กล่าวว่า

“ความรู้นี้คือศาสนา ดังนั้นจงพิจารณาว่าท่านจะรับศาสนาของท่านจากผู้ใด”

          และท่านยังมีท่าทีระมัดระวังอย่างมากในการตอบปัญหาศาสนา เมื่อไม่รู้ ท่านกล่าวว่า “ฉันไม่รู้” ทั้งที่ท่านเป็นอิมามแห่งดารุลฮิจเราะฮฺ สิ่งนี้สอนว่า เกียรติของผู้รู้มิใช่อยู่ที่การตอบได้ทุกเรื่อง แต่อยู่ที่ความซื่อสัตย์ต่อความรู้

 

 

 เมื่อความเร็วแทนที่ความลึก

 

          ยุคเอไอทำให้มนุษย์คุ้นชินกับคำตอบที่รวดเร็ว แต่ความรู้ศาสนาไม่ได้เติบโตด้วยความเร็วเพียงอย่างเดียว หากต้องอาศัยความลึก ความแม่นยำ และการอบรมจิตใจ คนหนึ่งอาจใช้เวลาไม่กี่วินาทีเพื่อสร้างบทความเกี่ยวกับเตาฮีด ฟิกฮฺ หรือหะดีษ แต่การเข้าใจหัวข้อเหล่านั้นอย่างแท้จริงอาจต้องใช้เวลาหลายปี

 

          บรรดานักวิชาการยุคก่อนจึงให้ความสำคัญกับ “อัตตะอัศศุล” คือการวางรากฐานทางวิชาการอย่างเป็นลำดับ ไม่กระโดดจากเรื่องพื้นฐานไปสู่การฟัตวา ไม่อ่านเพียงข้อความแปลแล้วตัดสินปัญหาใหญ่ และไม่หยิบคำพูดนักวิชาการบางส่วนมาใช้โดยตัดขาดจากบริบท

 

ท่านอับดุลลอฮฺ อิบนุ อัลมุบาร็อก رحمه الله กล่าวว่า

 “สายรายงานเป็นส่วนหนึ่งของศาสนา หากไม่มีสายรายงานแล้ว ผู้ใดก็จะพูดอะไรก็ได้ตามที่ตนต้องการ”

          หลักการนี้สามารถประยุกต์กับยุคปัจจุบันได้ว่า หากไม่มีการตรวจสอบแหล่งที่มา ไม่มีครู ไม่มีการอ้างอิง ไม่มีการทวนสอบ ผู้คนก็อาจผลิตเนื้อหาศาสนาได้ตามใจตนเอง แม้ภายนอกจะดูเป็นวิชาการก็ตาม

 

 

 หน้าที่ของผู้ใช้เอไอในงานศาสนา

 

     ผู้ที่ใช้เอไอในงานศาสนาจึงควรมีมารยาทสำคัญหลายประการ

 

     ประการแรก ต้องรู้ว่าเอไอเป็นเพียงเครื่องมือช่วย ไม่ใช่ผู้ชี้ขาดศาสนบัญญัติ สิ่งใดที่เกี่ยวข้องกับหะลาล หะรอม อะกีดะฮฺ การตัดสินบุคคล หรือฟัตวาเฉพาะกรณี ต้องกลับไปหาผู้รู้ที่เชื่อถือได้

 

     ประการที่สอง ต้องตรวจสอบหลักฐานเสมอ ไม่ควรนำข้อความที่เอไอสร้างไปเผยแพร่ทันที โดยเฉพาะหะดีษ คำพูดนักวิชาการ และการอ้างชื่อหนังสือ เพราะความผิดพลาดในเรื่องศาสนาไม่เหมือนความผิดพลาดทางภาษา

 

     ประการที่สาม ต้องไม่ใช้เอไอเพื่อสร้างภาพความรู้เกินตัว ผู้ที่ยังไม่มีพื้นฐานควรใช้เอไอเพื่อช่วยเรียน ช่วยจัดระบบความคิด และช่วยเปิดประตูสู่การอ่าน ไม่ใช่ใช้เพื่อแต่งตัวทางวิชาการแล้วแสดงตนเป็นผู้รู้

 

     

     ประการที่สี่ ต้องส่งเสริมวัฒนธรรมการอ่าน ไม่ใช่เพียงวัฒนธรรมการผลิต สังคมมุสลิมจะไม่เจริญด้วยการมีโพสต์ศาสนาจำนวนมากเท่านั้น แต่จะเจริญด้วยการมีผู้อ่านที่ตรวจสอบ มีผู้เรียนที่ถ่อมตน และมีผู้สอนที่รับผิดชอบ

 

 

     เอไอเป็นความก้าวหน้าที่มีคุณค่า หากอยู่ในมือของผู้ที่มีความรู้ ความยำเกรง และความรับผิดชอบ แต่มันอาจกลายเป็นฟิตนะฮฺทางวิชาการ หากอยู่ในมือของผู้ที่ต้องการชื่อเสียง ต้องการผลิตเนื้อหาอย่างรวดเร็ว หรือแสดงตนเป็นผู้รู้โดยไม่ผ่านกระบวนการศึกษา

 

     ยุคนี้จึงไม่ใช่เพียงยุคที่ต้องถามว่า “เราผลิตอะไรได้บ้างด้วยเอไอ” แต่ต้องถามให้ลึกกว่านั้นว่า “สิ่งที่เราผลิตนั้นถูกต้องหรือไม่ มีหลักฐานหรือไม่ ผ่านการตรวจสอบหรือไม่ และเรามีคุณสมบัติพอจะพูดเรื่องนั้นหรือไม่”

 

     เพราะในศาสนา ความเร็วไม่อาจแทนที่ความรู้ ความสวยงามของถ้อยคำไม่อาจแทนที่ความถูกต้องของหลักฐาน และเครื่องมือสมัยใหม่ไม่อาจแทนที่ความยำเกรงต่ออัลลอฮฺได้

 

 

 

 


 เชิงอรรถและแหล่งอ้างอิง

1. อัลกุรอาน, สูเราะฮฺอัลอิสรออ์ 17:36.

2. อัลกุรอาน, สูเราะฮฺอันนะห์ล 16:43.

3. เศาะฮีห์อัลบุคอรีย์, กิตาบุลอิลม์; เศาะฮีห์มุสลิม, หะดีษเรื่อง “من يرد الله به خيرًا يفقهه في الدين”.

4. มุสลิม, มุก็อดดิมะฮฺเศาะฮีห์มุสลิม, บทว่าด้วยการยืนยันสายรายงานและการระวังในการรับความรู้.

5. คำกล่าวของอิบนุสิรีน: “إن هذا العلم دين فانظروا عمن تأخذون دينكم” รายงานในมุก็อดดิมะฮฺเศาะฮีห์มุสลิม.

6. คำกล่าวของอับดุลลอฮฺ อิบนุ อัลมุบาร็อก: “الإسناد من الدين، ولولا الإسناد لقال من شاء ما شاء” รายงานในมุก็อดดิมะฮฺเศาะฮีห์มุสลิม.