
ดาบสองคมจาก เอไอ
เรียบเรียงโดย อิสมาอีล กอเซ็ม
ในยุคปัจจุบัน ปัญญาประดิษฐ์ หรือ Artificial Intelligence: AI ได้เข้ามามีบทบาทอย่างกว้างขวางในงานด้านภาษา การแปล การตรวจคำผิด การจัดรูปแบบข้อความ การปรับสำนวนให้เป็นทางการ ตลอดจนการออกแบบภาพประกอบและโปสเตอร์สำหรับเผยแพร่ทางสื่อสังคมออนไลน์ เครื่องมืออย่าง ChatGPT และเครื่องมือสร้างภาพด้วย AI จึงกลายเป็นสิ่งอำนวยความสะดวกที่ผู้เขียน นักวิชาการ นักแปล และนักเผยแพร่ความรู้จำนวนมากนำมาใช้ในกระบวนการทำงาน
อย่างไรก็ตาม ปัญหาสำคัญประการหนึ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน คือ เมื่อผู้เขียนนำบทความของตนไปเผยแพร่บนสื่อสังคมออนไลน์ เช่น Facebook แล้วระบบแสดงข้อความว่า “สร้างโดย AI” หรือ “AI Info” ผู้อ่านบางส่วนอาจเข้าใจคลาดเคลื่อนว่า งานทั้งหมดนั้นถูกสร้างขึ้นโดย AI ทั้งที่ในความเป็นจริง ผู้เขียนอาจใช้ AI เพียงเพื่อเกลาสำนวน ตรวจภาษา หรือจัดภาพประกอบเท่านั้น ส่วนความคิด ประเด็นหลัก โครงสร้างเนื้อหา และข้อสรุปทางวิชาการยังคงเป็นผลงานของผู้เขียนเอง
ดังนั้น ประเด็นนี้จึงมิใช่เพียงเรื่องเทคนิคของแพลตฟอร์ม แต่เกี่ยวข้องกับหลักจริยธรรมทางวิชาการ ความซื่อสัตย์ในการนำเสนอผลงาน และการรักษาสิทธิ์ทางปัญญาของผู้เขียนอย่างถูกต้อง
เทคโนโลยีในมุมมองอิสลาม : เครื่องมือที่ขึ้นอยู่กับเจตนาและวิธีใช้
หลักการอิสลามมิได้ปฏิเสธเครื่องมือหรือเทคโนโลยีโดยตัวของมันเอง หากแต่พิจารณาจากเจตนา วิธีใช้ และผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น เครื่องมือหนึ่งอาจเป็นสิ่งที่อนุญาต หากถูกใช้ในสิ่งที่ดี มีประโยชน์ และไม่ละเมิดขอบเขตของศาสนา แต่ในขณะเดียวกัน เครื่องมือนั้นอาจกลายเป็นสิ่งต้องห้าม หากถูกใช้เพื่อหลอกลวง บิดเบือน หรืออ้างสิทธิ์ในสิ่งที่ไม่ใช่ของตน
นักนิติศาสตร์อิสลามได้วางหลักสำคัญไว้ว่า “สื่อหรือวิธีการย่อมมีข้อตัดสินตามเป้าหมายของมัน” หมายความว่า เครื่องมือมิได้ถูกตัดสินโดยชื่อหรือรูปลักษณ์ภายนอกเพียงอย่างเดียว แต่ต้องพิจารณาว่าถูกนำไปสู่สิ่งใด
หาก AI ถูกใช้เพื่อช่วยตรวจทานภาษา ปรับสำนวน หรือเพิ่มความชัดเจนของเนื้อหาที่ผู้เขียนสร้างขึ้นเอง ก็ถือเป็นการใช้เครื่องมือเพื่อสนับสนุนงานที่ดี แต่หากใช้ AI เพื่อสร้างเนื้อหาแทนทั้งหมด แล้วอ้างว่าเป็นผลงานทางความคิดของตนโดยไม่เปิดเผย ก็เข้าข่ายการอ้างสิทธิ์ที่ไม่ถูกต้อง
หลักนี้สอดคล้องกับคำดำรัสของอัลลอฮฺที่ว่า
“และจงอย่าติดตามสิ่งที่เจ้าไม่มีความรู้ แท้จริงการได้ยิน การเห็น และหัวใจ ทั้งหมดนั้นจะถูกสอบสวน”
( อัลอิสรออ์ 17:36)
อายะฮฺนี้วางหลักสำคัญว่า มุสลิมต้องระมัดระวังในการพูด การเขียน การเผยแพร่ และการอ้างสิ่งใดสิ่งหนึ่ง โดยเฉพาะในยุคสื่อดิจิทัลที่ข้อมูลสามารถแพร่กระจายอย่างรวดเร็ว หากผู้เขียนใช้ AI อย่างไม่ชัดเจน จนทำให้ผู้อ่านเข้าใจผิดเกี่ยวกับที่มาของผลงาน ก็อาจขัดกับหลักความรอบคอบและความรับผิดชอบทางศาสนา
ความซื่อสัตย์ทางวิชาการและการไม่อ้างสิ่งที่ไม่ใช่ของตน
อิสลามให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อความซื่อสัตย์ ความโปร่งใส และการไม่หลอกลวง ท่านนบี ﷺ กล่าวว่า
“ผู้ใดหลอกลวงเรา เขามิใช่พวกเรา”
( บันทึกโดยมุสลิม)
แม้หะดีษนี้จะถูกกล่าวในบริบทของการค้าขาย แต่หลักการของมันครอบคลุมการหลอกลวงทุกรูปแบบ รวมถึงการหลอกลวงทางวิชาการ การบิดเบือนที่มาของผลงาน และการสร้างความเข้าใจผิดแก่ผู้อ่าน
อีกหะดีษหนึ่ง ท่านนบี ﷺ กล่าวว่า
“ผู้ที่แสดงตนว่าได้รับสิ่งที่เขาไม่ได้รับ เปรียบเสมือนผู้สวมเสื้อผ้าแห่งความเท็จสองชั้น”
(บันทึกโดยอัลบุคอรีย์และมุสลิม)
หะดีษนี้เป็นหลักฐานสำคัญในประเด็นการอ้างผลงาน เพราะผู้ที่อ้างว่าผลงานทั้งหมดเป็นของตน ทั้งที่ในความเป็นจริง AI สร้างเนื้อหาหลักแทนเขา หรือผู้อื่นเป็นผู้เขียนให้ ย่อมเข้าข่ายการแสดงตนเกินความจริง ในทางกลับกัน หากผู้เขียนเป็นเจ้าของแนวคิดและเนื้อหา แล้วใช้ AI เพียงเป็นเครื่องมือช่วยเกลา ก็ไม่อาจกล่าวได้ว่า AI เป็นเจ้าของผลงานทั้งหมด เพราะ AI ทำหน้าที่เพียงช่วยในกระบวนการนำเสนอ มิใช่ผู้สร้างแก่นสารทางความคิด
ภาพประกอบกับข้อความ “สร้างโดย AI” : ความเข้าใจที่ต้องแยกแยะ
ในงานเขียนสมัยใหม่ ผู้เขียนจำนวนมากมิได้เผยแพร่บทความในรูปแบบตัวอักษรเพียงอย่างเดียว แต่ยังนำบางส่วนของบทความไปจัดทำเป็นโปสเตอร์ ภาพคำคม หรือภาพประกอบเพื่อให้ผู้อ่านเข้าถึงเนื้อหาได้ง่ายขึ้น หากภาพเหล่านั้นสร้างหรือแก้ไขด้วย AI แพลตฟอร์มอาจแสดงข้อความว่า “สร้างโดย AI” หรือข้อความในลักษณะใกล้เคียง ซึ่งอาจทำให้ผู้อ่านเข้าใจผิดว่า เนื้อหาทั้งหมดของบทความถูกสร้างขึ้นโดย AI ดังนั้น จำเป็นต้องแยกระหว่าง 3 ระดับต่อไปนี้
เนื้อหาบทความที่ผู้เขียนคิด เรียบเรียง และรับผิดชอบเอง
การใช้ AI ช่วยตรวจทานภาษา ปรับสำนวน หรือจัดรูปแบบ
การใช้ AI สร้างภาพประกอบ โปสเตอร์ หรือองค์ประกอบกราฟิก
หากผู้เขียนใช้ภาพถ่ายจริง ภาพวาดจริง หรือภาพประกอบที่ไม่ได้สร้างโดย AI โดยทั่วไปก็มีโอกาสน้อยกว่าที่แพลตฟอร์มจะแสดงข้อความว่า “สร้างโดย AI” ในทางตรงกันข้าม หากใช้ภาพที่สร้างจาก AI หรือผ่านเครื่องมือที่ฝังข้อมูลกำกับไฟล์ว่าเป็น AI ระบบของแพลตฟอร์มอาจแสดงป้ายกำกับ แม้ตัวบทความจะมิได้ถูก AI เขียนขึ้นก็ตาม
นี่คือจุดที่ผู้เขียนต้องรู้เท่าทันเทคโนโลยี เพราะระบบอัตโนมัติของแพลตฟอร์มอาจไม่สามารถอธิบายรายละเอียดได้ครบถ้วนว่า AI ถูกใช้ในส่วนใดของงาน ผู้อ่านจึงอาจตีความเกินกว่าความเป็นจริง
หลักการตรวจสอบก่อนตัดสินผู้อื่น
อิสลามสอนให้ผู้ศรัทธาตรวจสอบข้อมูลก่อนเชื่อและก่อนตัดสินผู้อื่น อัลลอฮฺตรัสว่า
“โอ้บรรดาผู้ศรัทธา หากคนชั่วนำข่าวใดมายังพวกเจ้า พวกเจ้าจงตรวจสอบให้ชัดเจน
พวกเจ้าจะทำร้ายกลุ่มชนหนึ่งโดยไม่รู้ แล้วพวกเจ้าจะเสียใจต่อสิ่งที่ได้กระทำไป”
(อัลหุญุรอต 49:6)
อายะฮฺนี้เป็นหลักใหญ่ในการรับข่าวสาร โดยเฉพาะในยุคดิจิทัล การเห็นป้าย “สร้างโดย AI” บน Facebook จึงไม่ควรเป็นเหตุให้รีบตัดสินว่า ผู้เขียนไม่มีความรู้ ไม่มีความสามารถ หรือบทความทั้งหมดไม่ใช่ผลงานของเขา เพราะป้ายนั้นอาจเกี่ยวข้องกับภาพประกอบ การปรับแต่งไฟล์ หรือการใช้เครื่องมือบางส่วนเท่านั้น
อิมามอิบนุกะษีร رحمه الله อธิบายหลักของอายะฮฺนี้ว่า ผู้ศรัทธาต้องตรวจสอบข่าวสาร เพื่อไม่ให้ตัดสินหรือกระทำสิ่งใดบนพื้นฐานของข้อมูลที่ไม่มั่นคง การรีบด่วนตัดสินผลงานของผู้อื่นจากป้ายกำกับเพียงประโยคเดียว จึงไม่สอดคล้องกับมารยาทของผู้แสวงหาความจริง
การเปิดเผยอย่างเหมาะสม : ทางสายกลางระหว่างความโปร่งใสกับการรักษาสิทธิ์ผลงาน
ผู้เขียนที่ใช้ AI อย่างถูกต้องควรมีความโปร่งใสพอสมควร โดยไม่จำเป็นต้องทำให้ผู้อ่านเข้าใจว่า AI คือเจ้าของผลงานทั้งหมด วิธีที่เหมาะสมคือการระบุอย่างชัดเจนว่า AI ถูกใช้ในระดับใด เช่น
“บทความนี้เป็นผลงานของผู้เขียน โดยใช้ AI ช่วยตรวจทานภาษาและปรับสำนวนเท่านั้น” หรือ “เนื้อหาหลักเรียบเรียงโดยผู้เขียน ใช้ AI ช่วยจัดรูปแบบและออกแบบภาพประกอบ”
หรือหากไม่ได้ใช้ภาพ AI ก็อาจระบุว่า “บทความโดยผู้เขียน ใช้ AI ช่วยตรวจทานสำนวน ภาพประกอบไม่ได้สร้างโดย AI”
ถ้อยคำลักษณะนี้ช่วยรักษาสองสิ่งพร้อมกัน คือ หนึ่ง ความซื่อสัตย์ต่อผู้อ่าน และสอง การรักษาสิทธิ์ของผู้เขียนในผลงานทางความคิดของตนเอง
อัลลอฮฺตรัสว่า
“โอ้บรรดาผู้ศรัทธา จงยำเกรงอัลลอฮฺ และจงกล่าวถ้อยคำที่เที่ยงตรง”
( อัลอะหฺซาบ 33:70)
การกล่าวถ้อยคำที่เที่ยงตรงในบริบทนี้ คือ การไม่กล่าวเกินจริงว่า “ทั้งหมดเป็นฝีมือของตนโดยไม่มีเครื่องมือช่วย” หากความจริงมีการใช้ AI และในขณะเดียวกันก็ไม่ปล่อยให้สังคมเข้าใจผิดว่า “ทั้งหมดเป็นผลงานของ AI” หากความจริงผู้เขียนเป็นเจ้าของความคิดและเนื้อหาหลัก
ทัศนะของนักวิชาการต่อเครื่องมือและความรับผิดชอบ
ชัยคุลอิสลาม อิบนุตัยมียะฮฺ رحمه الله ได้กล่าวถึงหลักการเกี่ยวกับสิ่งที่เป็นประเพณีและเครื่องมือในชีวิตมนุษย์ว่า เดิมทีสิ่งต่าง ๆ ในหมวดอาดาตหรือกิจกรรมทางโลกนั้นอยู่บนหลักอนุญาต เว้นแต่จะมีหลักฐานมาห้าม หลักนี้ชี้ให้เห็นว่า การใช้เครื่องมือสมัยใหม่ เช่น คอมพิวเตอร์ โปรแกรมแปลภาษา หรือ AI มิได้เป็นสิ่งต้องห้ามโดยตัวมันเอง หากไม่ถูกใช้ในสิ่งที่ศาสนาห้าม
อิมามอัชชาฏิบีย์ رحمه الله ได้อธิบายแนวคิดเรื่อง “มะศอลิหฺ” หรือผลประโยชน์ที่ศาสนารับรองว่า สิ่งใดที่นำไปสู่การรักษาศาสนา สติปัญญา ทรัพย์สิน และประโยชน์ที่ถูกต้องของมนุษย์ ย่อมถูกพิจารณาตามกรอบของชะรีอะฮฺ ดังนั้น AI หากถูกใช้เพื่อเผยแพร่ความรู้ ตรวจทานภาษา หรือทำให้สารที่ดีเข้าถึงผู้คนได้มากขึ้น ก็อยู่ในกรอบของประโยชน์ที่พิจารณาได้ แต่หากใช้เพื่อปลอมแปลง หลอกลวง หรือขโมยผลงาน ก็กลายเป็นความเสียหายที่ต้องห้าม
อิมามอันนะวะวีย์ رحمه الله ได้อธิบายหะดีษ “ผู้ใดหลอกลวงเรา เขามิใช่พวกเรา” ว่าเป็นหลักฐานที่รุนแรงในการห้ามการหลอกลวงทุกรูปแบบ เพราะการหลอกลวงทำลายความไว้วางใจระหว่างผู้คน และทำให้สังคมสูญเสียความเที่ยงธรรม หลักนี้สอดคล้องกับจริยธรรมทางวิชาการสมัยใหม่ที่ห้ามการลอกเลียนผลงาน การอ้างสิทธิ์เท็จ และการไม่เปิดเผยแหล่งที่มาของข้อมูลอย่างเหมาะสม
ข้อเสนอเชิงปฏิบัติสำหรับผู้เขียนบทความ
เพื่อป้องกันความเข้าใจผิด ผู้เขียนควรปฏิบัติดังนี้
♦ ต้องรักษาต้นฉบับ ความคิดหลัก โครงสร้าง และแหล่งอ้างอิงของตนเอง เพื่อแสดงให้เห็นว่างานนั้นมีรากฐานจากการศึกษาค้นคว้าของผู้เขียน มิใช่การให้ AI ผลิตแทนทั้งหมด
♦ หากใช้ AI ช่วยปรับภาษา ควรตรวจทานซ้ำด้วยตนเอง เพราะ AI อาจสร้างข้อมูลผิด อ้างอิงผิด หรือใช้ถ้อยคำที่ดูน่าเชื่อถือแต่ไม่ตรงกับข้อเท็จจริง
♦ ประการที่สาม หากใช้ภาพประกอบที่สร้างด้วย AI ควรระบุให้ชัดว่า AI ถูกใช้ในส่วนภาพประกอบ ไม่ใช่ในเนื้อหาหลักของบทความ
♦ หากไม่ต้องการให้เกิดป้ายกำกับ AI จากภาพประกอบ ควรใช้ภาพถ่ายจริง ภาพที่ออกแบบเอง หรือภาพที่มีสิทธิ์ใช้อย่างถูกต้อง และหลีกเลี่ยงการใช้เครื่องมือที่ฝังข้อมูลกำกับว่าเป็นภาพ AI
♦ ไม่ควรกล่าวหาผู้อื่นโดยอาศัยเพียงป้ายกำกับของแพลตฟอร์ม แต่ควรสอบถาม ตรวจสอบ และพิจารณาตามความเป็นธรรม
AI เป็นเทคโนโลยีที่ผู้เขียนในยุคปัจจุบันจำเป็นต้องรู้เท่าทัน มิใช่เพื่อปฏิเสธมันโดยสิ้นเชิง และมิใช่เพื่อมอบผลงานทั้งหมดให้มันแทนมนุษย์ แต่เพื่อใช้มันอย่างมีสติ เป็นเครื่องมือช่วยงานภายใต้หลักความซื่อสัตย์ ความโปร่งใส และความรับผิดชอบ
ในมุมมองอิสลาม เทคโนโลยีมิได้ถูกตัดสินเพียงเพราะชื่อของมัน แต่ถูกตัดสินจากเจตนา วิธีใช้ และผลลัพธ์ หาก AI ถูกใช้เพื่อช่วยเกลาภาษา จัดรูปแบบ หรือทำให้เนื้อหาที่ดีเข้าถึงผู้คนได้ง่ายขึ้น ก็ถือเป็นการใช้ประโยชน์จากเครื่องมือร่วมสมัย แต่หากใช้เพื่อหลอกลวง ปลอมแปลง หรืออ้างผลงานที่ตนไม่ได้ทำ ก็เป็นสิ่งที่ขัดต่อหลักศาสนาและจริยธรรมทางวิชาการ
ฉะนั้น ผู้เขียนควรรู้เท่าทันทั้ง AI และระบบป้ายกำกับของแพลตฟอร์ม อย่าให้คำว่า “สร้างโดย AI” มาบดบังคุณค่าความคิดของผู้เขียน และอย่าให้ความสะดวกของ AI ทำให้ผู้เขียนละเลยความซื่อสัตย์ต่อผู้อ่าน เพราะผลงานที่มีคุณค่า มิได้อยู่ที่ความสวยงามของภาษาเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ความจริง ความรับผิดชอบ และความบริสุทธิ์ใจของผู้สร้างสรรค์งานนั้นด้วย
เชิงอรรถ
1. อัลกุรอาน, สูเราะฮฺอัลอิสรออ์ 17:36
2. อัลกุรอาน, สูเราะฮฺอัลหุญุรอต 49:6
3. อัลกุรอาน, สูเราะฮฺอัลอะหฺซาบ 33:70
4. มุสลิม, เศาะฮีหฺมุสลิม, กิตาบุลอีมาน, หะดีษ “من غشنا فليس منا”
5. อัลบุคอรีย์และมุสลิม, หะดีษ “المتشبع بما لم يعط كلابس ثوبي زور”
6. อิบนุตัยมียะฮฺ, มัจญ์มูอุลฟะตาวา, หลักว่าด้วยอาดาตและสิ่งทางโลกโดยพื้นฐานอยู่บนการอนุญาต เว้นแต่มีหลักฐานห้าม
7. อัชชาฏิบีย์, อัลมุวาฟะกอต, ว่าด้วยมะกอศิดุชชะรีอะฮฺและการพิจารณามะศอลิหฺ
8. อันนะวะวีย์, ชัรหฺเศาะฮีหฺมุสลิม, คำอธิบายหะดีษว่าด้วยการห้ามหลอกลวง
9. อิบนุกะษีร, ตัฟซีรุลกุรอานิลอะซีม, คำอธิบายสูเราะฮฺอัลหุญุรอต 49:6