หลักมุสลิมในยุคฟิตนะฮ์ จากคำสอนนบี ﷺ 
  จำนวนคนเข้าชม  42

หลักมุสลิมในยุคฟิตนะฮ์ จากคำสอนนบี ﷺ 

 

เรียบเรียงโดย  อิสมาอีล กอเซ็ม  

 

มวลการสรรเสริญเป็นเอกสิทธิ์ของอัลลอฮฺผู้อภิบาลแห่งสากลโลก 

 

     ยุคปัจจุบันเป็นยุคที่ข่าวสารเดินทางเร็ว ความเห็นแพร่กระจายง่าย และการตัดสินผู้คน กลุ่ม องค์กร ประเทศ หรือแม้แต่นักวิชาการ สามารถเกิดขึ้นได้เพียงปลายนิ้วสัมผัส สิ่งที่เคยเป็นเพียง “คำพูดในวงสนทนา” วันนี้กลายเป็นโพสต์สาธารณะ สิ่งที่เคยเป็น “ความเข้าใจส่วนบุคคล” วันนี้อาจกลายเป็นกระแสสังคม และสิ่งที่เคยเป็น “ความเห็นที่ยังไม่ผ่านการตรวจสอบ” วันนี้อาจถูกนำไปใช้ปลุกเร้าให้เกิดความแตกแยกในหมู่มุสลิม

 

     ด้วยเหตุนี้ อิสลามจึงมิได้ปล่อยให้ผู้ศรัทธาใช้เพียงอารมณ์ ความรู้สึก หรือกระแสสังคมเป็นเครื่องนำทาง โดยเฉพาะในยามฟิตนะฮ์ เพราะฟิตนะฮ์มิใช่เพียงสถานการณ์ภายนอก หากแต่เป็นบททดสอบของหัวใจ สติปัญญา อีมาน ความยุติธรรม และมารยาททางศาสนา

 

     หนึ่งในหลักใหญ่ที่ปรากฏในซุนนะฮ์ คือ ไม่ใช่ทุกสิ่งที่ถูกต้องโดยตัวมันเอง จะเหมาะสมที่จะกระทำในทุกเวลา ทุกสถานการณ์ และทุกเวที หากการกระทำนั้นอาจถูกเข้าใจผิด จนนำไปสู่ความเสียหายที่ใหญ่กว่า

 

 

ไม่ใช่ทุกสิ่งที่ถูกต้อง จะเหมาะสมในยามฟิตนะฮ์

 

     ท่านนบี ﷺ เคยกล่าวแก่ท่านหญิงอาอิชะฮ์ رضي الله عنها ว่า หากประชาชนของนางมิใช่ผู้ที่เพิ่งออกจากยุคชิริก ท่านคงรื้อกะอ์บะฮ์และสร้างขึ้นใหม่ตามรากฐานของอิบรอฮีม عليه السلام พร้อมทำประตูสองด้าน คือประตูเข้าและประตูออก แต่ท่าน ﷺ ละทิ้งการกระทำนั้น เพราะเกรงว่าผู้คนจะเข้าใจผิด

 

     อัล-บุคอรีย์ رحمه الله จึงตั้งหัวข้อบทหนึ่งจากหะดีษนี้ว่า

“บทว่าด้วยผู้ที่ละทิ้งสิ่งที่ดีกว่า เพราะเกรงว่าผู้คนจะเข้าใจไม่ถึง แล้วตกไปสู่สิ่งที่ร้ายแรงกว่า”

 

     หลักนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งในยุคปัจจุบัน เพราะบางคนอ้างว่า “ฉันพูดความจริง” แต่ลืมถามว่า ความจริงนั้นถูกพูดด้วยความรู้หรือไม่ ? พูดในเวลาที่เหมาะสมหรือไม่ ? พูดในเวทีที่ถูกต้องหรือไม่ ? และผลของการพูดนั้นจะนำไปสู่การรักษาศาสนา หรือทำให้ผู้คนสับสน แตกแยก และเกลียดชังกันมากกว่าเดิม ?!

 

     ในโลกออนไลน์ หลายคนรีบนำข้อมูลบางส่วนไปเผยแพร่ รีบวิจารณ์ รีบชี้ผิด รีบกล่าวหาผู้อื่นว่าโง่ ไม่เข้าใจศาสนา หรือไม่เข้าใจสถานการณ์ ทั้งที่ตนเองยังไม่เข้าใจข้อเท็จจริงทั้งหมด การรีบพูดในยุคฟิตนะฮ์จึงอาจไม่ใช่ความกล้าหาญ แต่เป็นความรีบร้อนที่ขาดความรู้

 

 

ความสุขุม ความอ่อนโยน และการชะลอการตัดสิน

 

     หลักสำคัญประการแรกในยามฟิตนะฮ์ คือ ความนุ่มนวล ความสุขุม และความอดทน เพราะความเร่งรีบมักเป็นประตูของความผิดพลาด โดยเฉพาะเมื่อสังคมถูกกระตุ้นด้วยภาพ คลิป เสียงตัดต่อ ข่าวบางส่วน หรือคำพูดที่ถูกดึงออกจากบริบท

     อิสลามไม่ส่งเสริมให้มุสลิมเป็นคนเฉื่อยชา แต่สอนให้มีสติ ไม่ตัดสินก่อนเข้าใจ และไม่เข้าใจเรื่องใหญ่จากหลักฐานเพียงด้านเดียว

     ในเหตุการณ์ปัจจุบัน เรามักเห็นผู้คนตัดสินนักวิชาการจากคลิปสั้น ตัดสินผู้นำจากข่าวบางชิ้น ตัดสินกลุ่มหนึ่งจากคำพูดของสมาชิกบางคน หรือตัดสินประเทศหนึ่งจากพาดหัวข่าวที่ถูกส่งต่อในสื่อสังคมออนไลน์ ทั้งที่ความจริงของเรื่องอาจซับซ้อนกว่านั้นมาก

อัลลอฮฺตรัสว่า

يَا أَيُّهَا الَّذِينَ آمَنُوا إِنْ جَاءَكُمْ فَاسِقٌ بِنَبَإٍ فَتَبَيَّنُوا

“โอ้บรรดาผู้ศรัทธา หากคนชั่วนำข่าวหนึ่งมายังพวกเจ้า ก็จงตรวจสอบให้ชัดเจน”

(อัล-หุญุรอต 49:6)

     อายะฮ์นี้เป็นรากฐานสำคัญของจริยธรรมข่าวสารในอิสลาม โดยเฉพาะในยุคที่ข่าวเท็จ ข่าวบิดเบือน และการใส่ร้ายสามารถแพร่กระจายรวดเร็วยิ่งกว่ายุคใด ๆ ในอดีต

 

 

อย่าพูดทุกอย่างในทุกเวที โดยเฉพาะเมื่อไม่มีเครื่องมือทางวิชาการ

 

     ในยามฟิตนะฮ์ ไม่ใช่ทุกคนจำเป็นต้องแสดงความเห็นในทุกประเด็น และไม่ใช่ทุกคนที่มีสิทธิ์ชี้ขาดในเรื่องใหญ่ของประชาชาติ การมีโทรศัพท์ มีบัญชีสื่อสังคมออนไลน์ หรือมีผู้ติดตามจำนวนมาก มิได้ทำให้บุคคลกลายเป็นผู้มีความสามารถทางอิจญ์ติฮาด

 

     ประเด็นที่เกี่ยวข้องกับเลือดเนื้อของผู้คน ความมั่นคงของสังคม การตัดสินกลุ่ม การตัดสินผู้นำ การตัดสินประเทศ หรือการกล่าวหาเรื่องศาสนา ล้วนต้องอาศัยความรู้ ความเข้าใจบริบท ความยุติธรรม และการกลับไปหานักวิชาการที่มั่นคง

 

     ผู้ที่มีความเห็นส่วนตัวควรนำความเห็นนั้นไปเสนอต่อผู้รู้ หากผู้รู้เห็นว่าถูกต้องและควรเผยแพร่ จึงดำเนินต่อไป แต่หากผู้รู้ไม่รับรอง ก็ไม่ควรนำความเห็นที่ยังไม่ผ่านการชั่งน้ำหนักทางศาสนาไปเผยแพร่ต่อสาธารณะ เพราะความเสียหายจากคำพูดในยุคฟิตนะฮ์อาจลุกลามไกลเกินกว่าที่ผู้พูดคาดคิด

 

 

 การให้เกียรตินักวิชาการ คือการให้เกียรติมรดกนบี

 

     หนึ่งในหลักที่สำคัญมาก คือ ผู้ศรัทธาต้องรัก ให้เกียรติ และรักษาสถานะของนักวิชาการที่ยืนอยู่บนซุนนะฮ์ เพราะนักวิชาการคือผู้สืบทอดมรดกของบรรดานบี

     ท่านนบี ﷺ กล่าวว่า

«الْعُلَمَاءُ وَرَثَةُ الْأَنْبِيَاءِ»

“บรรดานักวิชาการคือทายาทของบรรดานบี”

 

     ดังนั้น สภาที่กล่าวถึงนักวิชาการด้วยความดูหมิ่น เสียดสี ใส่ร้าย หรือทำให้ประชาชนหมดความเชื่อมั่นต่อผู้รู้ ย่อมเป็นสภาที่อันตราย เพราะเมื่อประชาชนถูกตัดขาดจากผู้รู้ พวกเขาจะตกเป็นเหยื่อของนักพูด นักปลุกระดม ผู้ไม่รู้ หรือผู้มีอารมณ์เป็นผู้นำ

 

     ปัจจุบันมีคำพูดหนึ่งที่แพร่หลาย คือ “นักวิชาการไม่เข้าใจความจริงของโลก” คำพูดนี้อาจถูกใช้เป็นเครื่องมือเพื่อลดคุณค่าของผู้รู้ แล้วผลักดันให้มวลชนตามคนที่พูดถูกใจมากกว่าคนที่พูดถูกต้อง ความจริงแล้ว การเข้าใจ “วากิอ์” หรือความเป็นจริง แบ่งได้เป็นสองประเภท

 

     ประเภทแรก คือ ความเป็นจริงที่มีผลต่อฮุก่มศาสนา เช่น การตัดสินกลุ่ม แนวคิด ประเทศ สงคราม หรือสถานการณ์ที่ต้องรู้ข้อเท็จจริงก่อนออกคำวินิจฉัย ในกรณีนี้ นักวิชาการจำเป็นต้องเข้าใจบริบทอย่างถูกต้อง

 

     ประเภทที่สอง คือ ความเป็นจริงที่ไม่มีผลต่อฮุก่มโดยตรง แต่อาจมีผลต่อการแนะนำ ตักเตือน หรือวางวิธีปฏิบัติ ในกรณีนี้ ไม่ใช่ทุกข้อมูลที่รับรู้จะถูกนำมาใช้เปลี่ยนฮุก่มศาสนาได้

 

     ปัญหาของยุคปัจจุบันคือ หลายคนรวบรวมข้อมูลจำนวนมาก แต่ขาดหลักวิชาการในการแยกว่า ข้อมูลใดมีผลต่อฮุก่ม และข้อมูลใดไม่มีผลต่อฮุก่ม จึงเกิดการตัดสินที่รุนแรง เกินขอบเขต และไม่เป็นธรรม

 

 

การชั่งธงต่าง ๆ ในยุคฟิตนะฮ์ด้วยตาชั่งศาสนา

 

     ในยุคปัจจุบันมี “ธง” มากมายถูกยกขึ้น ทั้งธงของรัฐ ธงของกลุ่ม ธงของขบวนการ ธงของนักพูด ธงของนักกิจกรรม และธงของผู้มีอิทธิพลในโลกออนไลน์ ผู้ศรัทธาต้องไม่ถูกดึงดูดด้วยคำขวัญ ภาพลักษณ์ หรืออารมณ์ร่วมเท่านั้น แต่ต้องชั่งทุกธงด้วยตาชั่งของอัลกุรอาน ซุนนะฮ์ และความเข้าใจของผู้รู้

     ไม่ใช่ทุกคนที่พูดเรื่องอิสลามจะอยู่บนแนวทางที่ถูกต้อง

     ไม่ใช่ทุกกลุ่มที่ใช้คำว่าปกป้องศาสนาจะปกป้องศาสนาอย่างถูกวิธี และ

     ไม่ใช่ทุกกระแสที่ได้รับเสียงสนับสนุนมาก จะเป็นกระแสที่ถูกต้องในมุมมองศาสนา

     การตัดสินกลุ่มหรือแนวทางใดจำเป็นต้องพิจารณาหลักความเชื่อ  แนวทาง วิธีดะอ์วะฮ์ ท่าทีต่อซุนนะฮ์ ท่าทีต่อผู้รู้ และผลกระทบต่อเอกภาพของประชาชาติอิสลาม  มิใช่ดูเพียงวาทกรรมหรือความนิยมชั่วคราว

 

 

ระวังการกล่าวหาผู้อื่นด้วยคำหนัก เช่น กุฟร์(ปฏิเสธ) นิฟาก หรือทรยศศาสนา

 

     หนึ่งในความผิดพลาดร้ายแรงในยุคปัจจุบัน คือ การนำคำใหญ่ในศาสนาไปใช้กับผู้คนอย่างง่ายดาย เช่น กล่าวหาว่าผู้นั้นเป็นกาเฟร มุนาฟิก ทรยศศาสนา หรือเป็นผู้ช่วยเหลือศัตรู โดยไม่เข้าใจเงื่อนไข ข้อห้าม รายละเอียด และความแตกต่างระหว่างคำศัพท์ทางศาสนา

 

     ในเรื่องความสัมพันธ์กับผู้ไม่ใช่มุสลิม ตำราศาสนาแยกแยะระหว่างหลายประเด็น เช่น

     การตะวัลลี คือการช่วยเหลือศัตรูต่อสู้มุสลิมด้วยเจตนาให้ศัตรูมีชัยเหนือมุสลิม ซึ่งเป็นเรื่องร้ายแรงมาก

     การมุวาลาต ในบางลักษณะ เช่น ความเอนเอียงเพราะผลประโยชน์ทางโลก ซึ่งเป็นความผิดและความหลงผิด แต่ไม่จำเป็นต้องถึงขั้นกุฟร์ในทุกกรณี

     การขอความช่วยเหลือหรือการจ้างผู้ไม่ใช่มุสลิมในบางกรณี ซึ่งมีรายละเอียดและเงื่อนไขตามที่นักวิชาการพิจารณา

 

     ตัวอย่างสำคัญคือเหตุการณ์ของหาฏิบ อิบนุ อบี บัลตะอะฮ์ رضي الله عنه ซึ่งส่งข่าวถึงชาวมักกะฮ์ก่อนการพิชิตมักกะฮ์ แต่เมื่อท่านนบี ﷺ สอบถาม เขาชี้แจงว่าไม่ได้ทำเพราะสงสัยในศาสนา หากทำเพราะต้องการปกป้องครอบครัวและทรัพย์สิน ท่านนบี ﷺ จึงรับคำชี้แจงของเขา และกล่าวว่าอย่าพูดถึงเขานอกจากความดี

 

     บทเรียนนี้สำคัญมากต่อสังคมปัจจุบัน เพราะบางคนตัดสินผู้อื่นจากพฤติกรรมภายนอก โดยไม่รู้เจตนา ไม่รู้เงื่อนไข ไม่รู้ข้อขัดขวาง และไม่รู้รายละเอียดของฮุก่ม การใช้คำกล่าวหาร้ายแรงจึงอาจกลายเป็นการละเมิดศาสนาในนามของการปกป้องศาสนา

 

 

 อย่านำหะดีษฟิตนะฮ์ไปผูกกับเหตุการณ์ปัจจุบันอย่างพลการ

 

     ในทุกยุคที่มีความวุ่นวาย ผู้คนมักรีบเปิดหะดีษว่าด้วยฟิตนะฮ์และวันสิ้นโลก แล้วนำมาเชื่อมกับบุคคล เหตุการณ์ ประเทศ หรือสงครามที่กำลังเกิดขึ้นทันที บางคนกล่าวว่า “นี่แหละคือฟิตนะฮ์ที่หะดีษกล่าวถึง” หรือ “บุคคลนี้คือคนที่ถูกกล่าวไว้ในหะดีษ” หรือ “เหตุการณ์นี้คือสัญญาณนั้นแน่นอน”

 

     แนวทางนี้อันตรายมาก เพราะการนำหะดีษฟิตนะฮ์ไปลงกับเหตุการณ์ปัจจุบันโดยไม่มีหลักวิชาการ เป็นทางที่ทำให้ผู้คนหลงผิดมาหลายยุคหลายสมัย

 

     แนวทางของอะฮ์ลุสซุนนะฮ์ คือ ศรัทธาต่อสิ่งที่ท่านนบี ﷺ แจ้งไว้ เชื่อว่าทุกสิ่งที่ท่านแจ้งเป็นความจริง เตือนให้ผู้คนระวังฟิตนะฮ์ แต่ไม่รีบนำหะดีษไปกำหนดใส่เหตุการณ์หรือบุคคลในยุคของตนโดยพลการ

 

     หน้าที่ของมุสลิมจึงไม่ใช่การตื่นเต้นกับการทำนายเหตุการณ์ แต่คือการยืนหยัดบนซุนนะฮ์ รักษาอีมาน หลีกเลี่ยงฟิตนะฮ์ กลับไปหาผู้รู้ และไม่เป็นเชื้อเพลิงให้ความวุ่นวาย

 

 

การประยุกต์ใช้ในสังคมมุสลิมปัจจุบัน

 

ในบริบทของสังคมปัจจุบัน หลักเหล่านี้สามารถประยุกต์ใช้ได้หลายด้าน

 

     ในระดับบุคคล มุสลิมควรฝึกตนไม่ให้รีบแชร์ข่าว ไม่รีบตัดสิน และไม่ปล่อยให้อารมณ์นำหน้าความรู้ ทุกครั้งที่พบข่าวรุนแรงหรือประเด็นศาสนาที่ซับซ้อน ควรถามตนเองว่า “เรารู้ข้อเท็จจริงครบแล้วหรือยัง? เรามีความรู้พอจะตัดสินหรือไม่? คำพูดของเราจะเพิ่มความชัดเจนหรือเพิ่มความวุ่นวาย?”

 

     ♦ ในระดับครอบครัว พ่อแม่ควรสอนลูกหลานให้รู้จักมารยาทในการรับข่าวสาร ไม่เชื่อทุกสิ่งที่เห็น ไม่ล้อเลียนผู้รู้ ไม่พูดเรื่องศาสนาโดยไม่มีหลักฐาน และไม่ใช้โลกออนไลน์เป็นสนามระบายอารมณ์

 

     ♦ ในระดับมัสยิดและชุมชน ผู้นำศาสนาควรสร้างวัฒนธรรมการกลับไปหาผู้รู้ ส่งเสริมความสุขุม ลดการปลุกเร้า และเตือนประชาชนไม่ให้เป็นเครื่องมือของกระแสที่ยังไม่ผ่านการตรวจสอบ

 

     ♦ ในระดับนักเรียนศาสนาและผู้ทำงานดะอ์วะฮ์ จำเป็นต้องเรียนรู้ว่าการพูดเรื่องฟิตนะฮ์ต้องใช้ความรู้ ความยำเกรง และความรอบคอบมากกว่าการพูดเรื่องทั่วไป เพราะคำพูดหนึ่งอาจรักษาคนจำนวนมาก หรืออาจทำให้คนจำนวนมากหลงทาง

 

     ♦ ในระดับโลกออนไลน์ ผู้ศรัทธาควรถือหลักว่า “ไม่ใช่ทุกสิ่งที่รู้ต้องโพสต์ ไม่ใช่ทุกความเห็นต้องแสดง และไม่ใช่ทุกประเด็นต้องเข้าร่วม” การนิ่งในเวลาที่ควรนิ่ง อาจเป็นอิบาดะฮ์ที่ยิ่งใหญ่กว่าการพูดในเวลาที่หัวใจเต็มไปด้วยอารมณ์

 

ยุคฟิตนะฮ์มิใช่ยุคที่ต้องการเสียงดังที่สุด แต่ต้องการหัวใจที่ยำเกรงที่สุด 

มิใช่ยุคที่ต้องการคนพูดเร็วที่สุด แต่ต้องการคนที่ชั่งคำพูดด้วยอัลกุรอานและซุนนะฮ์ 

มิใช่ยุคที่ต้องการผู้ตามกระแส แต่ต้องการผู้ที่ยืนหยัดกับผู้รู้ ความยุติธรรม ความสุขุม และเอกภาพของประชาชาติ

 

     ผู้ศรัทธาจึงต้องระวังตนจากการรีบตัดสิน รีบกล่าวหา รีบผูกหะดีษกับเหตุการณ์ และรีบลดคุณค่าผู้รู้ เพราะสิ่งเหล่านี้คือประตูใหญ่ของฟิตนะฮ์

 

     ทางรอดคือการยึดมั่นวะห์ยูทั้งสอง คือ อัลกุรอานและซุนนะฮ์ กลับไปหานักวิชาการที่มั่นคง รักษาลิ้นและปลายนิ้วจากการสร้างความเสียหาย

     และขอดุอาอ์ต่ออัลลอฮฺให้ทรงให้เราเห็นสัจธรรมเป็นสัจธรรม และประทานความสามารถให้ปฏิบัติตาม

     และให้เราเห็นความเท็จเป็นความเท็จ และประทานความสามารถให้หลีกห่างจากมัน

 

 

اللهم أرنا الحق حقًا وارزقنا اتباعه، وأرنا الباطل باطلًا وارزقنا اجتنابه، وجنبنا الفتن ما ظهر منها وما بطن.