(นักดะวะฮ์)อย่าเป็นผู้แพร่ข่าวเท็จ
เรียบเรียงโดย อิสมาอีล กอเซ็ม
มวลการสรรเสริญเป็นเอกสิทธิ์ของอัลลอฮฺผู้อภิบาลแห่งสากลโลก
ในยุคที่ข่าวสารทางการเมืองตะวันออกกลางถูกบริโภคผ่านคลิปสั้น ภาพตัดต่อ และข้อความที่ไร้แหล่งอ้างอิง ปรากฏว่ามีผู้คนจำนวนไม่น้อย บางผู้ที่ทำงานด้านการเผยแผ่ศาสนา—รีบหยิบเอาข้อความกล่าวหาผู้นำอาหรับว่า “สมคบกับอิสรออีล” หรือ “ขายพี่น้องมุสลิม” มาเผยแพร่ต่อ โดยมิได้ตรวจสอบที่มา ความถูกต้อง บริบทของคำพูด หรือความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าวเสียก่อน
ปัญหานี้มิใช่เพียงความผิดพลาดเชิงวิชาชีพสื่อเท่านั้น แต่เป็น ปัญหาเชิงศาสนาและจริยธรรมอย่างร้ายแรง เพราะเมื่อมุสลิมกล่าวหาผู้อื่นในเรื่องใหญ่ โดยปราศจากหลักฐานที่มั่นคง เขาอาจตกอยู่ในบาปของการพูดเท็จ การใส่ร้าย การเป็นพยานเท็จ และการร่วมสร้างฟิตนะฮ์ในสังคมโดยไม่รู้ตัว
อิสลามมิได้อนุญาตให้เราตัดสินบุคคลหรือรัฐด้วยอารมณ์ทางการเมือง และยิ่งไม่อนุญาตให้สร้างคำกล่าวหาโดยอาศัย “ภาพตัดแปะ” หรือ “คำคมลอย ๆ” ที่ไม่ผ่านการพิสูจน์
หนึ่งในโรคร้ายของยุคนี้ : การเมืองนำหน้าอามานะฮ์ทางวิชาการ
ในหลายกรณี เมื่อผู้คนไม่พอใจท่าทีของประเทศอาหรับบางประเทศ หรือไม่พอใจนโยบายทางการทูตของผู้นำบางคน ก็เกิดแนวโน้มที่จะค้นหาข้อมูลเฉพาะที่สอดคล้องกับอารมณ์ของตน แล้วนำมาใช้ตอกย้ำข้อกล่าวหาว่า “พวกเขาสมคบกับศัตรู” หรือ “พวกเขาทรยศต่ออุมมะฮ์” ทั้งที่ข้อมูลจำนวนมากเป็นเพียงข่าวลือ บทแปลที่บิดเบือน ข้อความไม่มีต้นฉบับ หรือแม้แต่คำพูดปลอมที่ถูกผลิตขึ้นเพื่อโจมตีบุคคลทางการเมือง
อาการเช่นนี้สะท้อนปัญหาใหญ่ 2 ประการ คือ
ประการแรก : การขาด التثبت คือการตรวจสอบก่อนเชื่อและก่อนเผยแพร่
ประการที่สอง : การปล่อยให้อคติทางการเมืองนำหน้าหลักศาสนา จนความเกลียดชังต่อบุคคลหรือรัฐ กลายเป็นเหตุให้ยอมรับข้อมูลที่ไม่ผ่านการพิสูจน์
ทั้งสองประการนี้ล้วนขัดต่อคำสอนของอิสลามอย่างชัดเจน
อัลกุรอานวางหลักไว้ชัด : เมื่อมีข่าว จงตรวจสอบ
อัลลอฮ์ ตรัสว่า:
يَا أَيُّهَا الَّذِينَ آمَنُوا إِن جَاءَكُمْ فَاسِقٌ بِنَبَإٍ فَتَبَيَّنُوا أَن تُصِيبُوا قَوْمًا بِجَهَالَةٍ فَتُصْبِحُوا عَلَىٰ مَا فَعَلْتُمْ نَادِمِينَ
“โอ้บรรดาผู้ศรัทธา ! หากผู้ฝ่าฝืนคนหนึ่งนำข่าวมาแก่พวกเจ้า ก็จงตรวจสอบให้ชัดเจน
เกรงว่าพวกเจ้าจะไปทำร้ายชนกลุ่มหนึ่งด้วยความไม่รู้ แล้วพวกเจ้าจะกลายเป็นผู้สำนึกเสียใจในสิ่งที่ได้กระทำไป”
(สูเราะฮ์อัล-หุญุรอต 49:6)¹
อายะฮ์นี้มิใช่เพียงคำสอนเรื่องการรับข่าวจาก “คนชั่ว” เท่านั้น แต่ยังเป็นหลักการทั่วไปว่า ทุกข่าวที่อาจก่อความเสียหายต่อบุคคล กลุ่มชน หรือสังคม ต้องผ่านการตรวจสอบก่อน โดยเฉพาะข่าวที่นำไปสู่การประณาม การปลุกอารมณ์เกลียดชัง หรือการทำให้ผู้คนหมดศรัทธาต่อผู้อื่น
อิบนุกะษีร กล่าวว่าในการอธิบายอายะฮ์นี้ว่า เป็นคำสั่งจากอัลลอฮ์ให้พินิจพิจารณาและตรวจสอบ มิให้ผู้คนตัดสินกันบนฐานของข่าวที่ไม่มั่นคง แล้วก่อความเสียหายภายหลัง
การพูดทุกอย่างที่ได้ยิน คือหนึ่งในรูปแบบของความเท็จ
ท่านนบี ﷺ กล่าวว่า:
«كَفَى بِالْمَرْءِ كَذِبًا أَنْ يُحَدِّثَ بِكُلِّ مَا سَمِعَ»
“เพียงพอแล้วที่คนคนหนึ่งจะเป็นคนโกหก เมื่อเขาเล่าทุกสิ่งที่เขาได้ยิน”
(บันทึกโดยมุสลิม)
หะดีษนี้มีนัยสำคัญอย่างยิ่งต่อโลกออนไลน์ในปัจจุบัน เพราะหลายคนมิได้ “สร้างข่าว” เองโดยตรง แต่ทำหน้าที่เป็น “ผู้ส่งต่อ” ข้อความที่ตนได้รับมา แล้วคิดว่าตนพ้นผิด ทว่าหะดีษนี้ชี้ชัดว่า การเล่าทุกสิ่งที่ได้ยินโดยไม่คัดกรองและไม่ตรวจสอบนั้น เพียงพอแล้วที่จะทำให้บุคคลหนึ่งถูกนับว่าเป็นผู้พูดเท็จ
อัน-นะวะวีย์ อธิบายว่า หะดีษนี้เป็นการตำหนิผู้ที่รีบถ่ายทอดทุกเรื่องที่ได้ยิน เพราะโดยธรรมชาติแล้วข่าวที่ได้ยินมานั้นย่อมมีทั้งจริงและเท็จ เมื่อเขาถ่ายทอดทั้งหมด เขาย่อมตกอยู่ในความเท็จโดยหลีกเลี่ยงไม่ได้
การกล่าวหาผู้อื่นโดยไร้หลักฐาน เข้าข่ายบาปใหญ่
การกล่าวหาผู้นำมุสลิมหรือบุคคลใด ๆ ว่า “สมคบกับศัตรู” หรือ “ทรยศต่ออุมมะฮ์” มิใช่ถ้อยคำเบา หากไม่มีหลักฐานที่ชัดเจนและตรวจสอบได้ การกระทำดังกล่าวย่อมใกล้เคียงกับความหมายของ البهتان คือการใส่ร้ายปรักปรำ
อัลลอฮ์ ตรัสว่า:
وَالَّذِينَ يُؤْذُونَ الْمُؤْمِنِينَ وَالْمُؤْمِنَاتِ بِغَيْرِ مَا اكْتَسَبُوا فَقَدِ احْتَمَلُوا بُهْتَانًا وَإِثْمًا مُّبِينًا
“และบรรดาผู้ที่ให้ร้ายบรรดาผู้ศรัทธาชายและหญิงในสิ่งที่พวกเขามิได้กระทำ
แน่นอนพวกเขาได้แบกรับการใส่ร้ายและบาปอันชัดแจ้ง”
(สูเราะฮ์อัล-อะห์ซาบ 33:58)
อายะฮ์นี้ครอบคลุมทุกการทำร้ายผู้ศรัทธาด้วยคำพูด โดยเฉพาะการโยนข้อหาใหญ่ที่อีกฝ่ายไม่ได้พิสูจน์ว่ากระทำจริง
อิสลามมิได้สอนให้ตัดสินด้วยอารมณ์ทางการเมือง
หนึ่งในความผิดพลาดของยุคนี้คือ การเอาจุดยืนทางการเมืองมาเป็นตัวกำหนดว่า “ใครควรถูกเชื่อ” และ “ใครควรถูกประณาม” หากผู้นำคนใดอยู่ฝ่ายที่เรารังเกียจ เราก็พร้อมจะเชื่อข่าวร้ายทุกอย่างเกี่ยวกับเขา แม้ไม่มีหลักฐานมั่นคง แต่หากเป็นฝ่ายที่เราชอบ เรากลับเรียกร้องการพิสูจน์อย่างละเอียด นี่คือความไม่ยุติธรรม ซึ่งอัลกุรอานห้ามไว้โดยตรง:
يَا أَيُّهَا الَّذِينَ آمَنُوا كُونُوا قَوَّامِينَ لِلَّهِ شُهَدَاءَ بِالْقِسْطِ ۖ وَلَا يَجْرِمَنَّكُمْ شَنَآنُ قَوْمٍ عَلَىٰ أَلَّا تَعْدِلُوا ۚ اعْدِلُوا هُوَ أَقْرَبُ لِلتَّقْوَىٰ
“โอ้บรรดาผู้ศรัทธา! จงยืนหยัดเพื่ออัลลอฮ์ เป็นพยานด้วยความยุติธรรม
และอย่าให้ความชิงชังต่อกลุ่มชนหนึ่งทำให้พวกเจ้าไม่ยุติธรรม
จงยุติธรรมเถิด นั่นใกล้ชิดต่อความยำเกรงยิ่งกว่า”
(สูเราะฮ์อัล-มาอิดะฮ์ 5:8)
ดังนั้น แม้เราจะไม่เห็นด้วยกับนโยบายของผู้นำคนหนึ่ง หรือวิจารณ์จุดยืนทางการเมืองของรัฐหนึ่ง เราก็ยังไม่มีสิทธิ์ปล่อยข่าวเท็จ หรือยกคำกล่าวอ้างที่ไม่ผ่านการพิสูจน์มาเป็นข้อยุติ
คำเตือนจากอุละมาอ์
หนึ่ง: เชคอับดุลอะซีซ บิน บาซ رحمه الله
เชคอิบนุบาซเตือนอย่างชัดเจนถึงอันตรายของการส่งต่อข่าวโดยไม่ตรวจสอบ และชี้ว่าการกระทำเช่นนี้อาจกลายเป็นส่วนหนึ่งของความเท็จและความเสียหายต่อสังคมมุสลิม ท่านย้ำว่าผู้ศรัทธาจำเป็นต้องตรวจสอบข่าว โดยเฉพาะข่าวที่กระทบเกียรติของบุคคลหรือก่อให้เกิดความปั่นป่วนในหมู่ผู้คน
สาระสำคัญในคำเตือนของท่านคือ มุสลิมไม่ใช่เครื่องมือของข่าวลือ และไม่ควรเป็นสะพานให้ความเท็จเดินทางไปสู่สังคม
สอง: เชคศอและห์ อัล-เฝาซาน حفظه الله
เชคอัล-เฝาซานได้เตือนหลายครั้งถึงฟิตนะฮ์ของข่าวลือและการพูดโดยปราศจากความรู้ โดยเน้นว่าผู้ศรัทธาต้องระวังลิ้นของตน และไม่เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการปลุกปั่นด้วยข้อมูลที่ไม่มีหลักฐาน ท่านชี้ว่าการรีบเผยแพร่ข่าวโดยไม่ตรวจสอบ เป็นช่องทางหนึ่งของชัยฏอนในการทำลายความมั่นคงของสังคม
คำเตือนนี้ใช้ได้โดยตรงกับพฤติกรรมที่พบในปัจจุบัน กล่าวคือ เมื่อมีข้อความโจมตีผู้นำอาหรับหรือรัฐมุสลิมบางแห่ง ผู้คนจำนวนหนึ่งมิได้ถามว่า “แหล่งข่าวคืออะไร?” แต่ถามเพียงว่า “ข้อความนี้สอดคล้องกับความโกรธของฉันหรือไม่?” แล้วจึงรีบแชร์ต่อทันที
ระหว่าง การวิจารณ์เชิงนโยบาย กับ การกล่าวหาโดยไร้หลักฐาน
จำเป็นต้องแยกให้ชัดระหว่างสองเรื่องนี้
เรื่องแรก คือ การวิเคราะห์หรือวิจารณ์เชิงนโยบาย ซึ่งอาจทำได้ภายใต้กรอบของความรู้ ความยุติธรรม และข้อมูลที่ตรวจสอบได้ เช่น การวิเคราะห์ท่าทีทางการทูต ข้อตกลงระหว่างรัฐ หรือผลกระทบของนโยบายต่อประชาชาติ
เรื่องที่สอง คือ การโยนข้อกล่าวหาทางศีลธรรมและศาสนา เช่น การกล่าวว่า “คนนี้ทรยศ” “คนนี้ขายศาสนา” “รัฐนี้สมคบกับศัตรูเพื่อทำลายมุสลิม” โดยไม่มีหลักฐานชัดเจนรองรับ
เรื่องแรกอาจเป็นพื้นที่ของการวิเคราะห์ แต่เรื่องที่สอง หากไม่มีหลักฐานหนักแน่น ย่อมเป็นพื้นที่ของบาป และนักดาอีย์ยิ่งต้องระวังมากกว่าคนทั่วไป เพราะคำพูดของเขาถูกฟังในฐานะ “เสียงของศาสนา” มิใช่เพียง “ความเห็นส่วนตัว”
หน้าที่ของผู้เผยแผ่ศาสนาในยุคฟิตนะฮ์ข้อมูล
ผู้ทำงานดะอฺวะฮ์ต้องยืนอยู่บนหลัก 4 ประการ
ประการแรก : التثبت คือไม่รับข่าวง่าย ไม่แชร์ง่าย และไม่กล่าวหาง่าย
ประการที่สอง : العدل คือแม้ไม่ชอบใคร ก็ไม่อธรรมต่อเขา
ประการที่สาม : الأمانة คือซื่อสัตย์ต่อข้อเท็จจริง ไม่ใช้ข้อมูลปลอมเพื่อชนะทางวาทกรรม
ประการที่สี่ : الخوف من الله คือเกรงกลัวต่ออัลลอฮ์ก่อนเกรงกระแสสังคม เพราะจำนวนการแชร์มิได้เปลี่ยนความเท็จให้กลายเป็นความจริง
การพาดพิงผู้นำอาหรับว่าสมคบกับอิสรออีล โดยอาศัยคำพูดลอย ๆ ภาพตัดแปะ ข่าวไร้ที่มา หรือข้อความที่ไม่ผ่านการพิสูจน์ มิใช่เพียงความผิดพลาดทางข้อมูล แต่เป็นความผิดทางศาสนา เพราะมันเกี่ยวข้องกับการพูดโดยไม่มีความรู้ การใส่ร้ายผู้คน และการสร้างฟิตนะฮ์ในหมู่มุสลิม
ผู้ศรัทธาที่จริงใจ โดยเฉพาะผู้ทำหน้าที่เผยแผ่ศาสนา ต้องไม่ปล่อยให้ความโกรธทางการเมืองทำลายความยุติธรรมทางศาสนา และต้องไม่ยอมให้ความเกลียดชังต่อบุคคลหนึ่ง กลายเป็นเหตุให้ตนยอมรับความเท็จอีกเรื่องหนึ่ง
แท้จริงแล้ว อิสลามไม่ได้สอนให้เราเป็น “นักขยายข่าว” แต่สอนให้เราเป็น “พยานแห่งความจริง