อัรรูวัยบิเดาะห์ คือใคร “الرُّوَيْبِضَةُ " ?
  จำนวนคนเข้าชม  52

อัรรูวัยบิเดาะห์ คือใคร “الرُّوَيْبِضَةُ " ?

เรียบเรียงโดย  อิสมาอีล กอเซ็ม  

 

มวลการสรรเสริญเป็นเอกสิทธิ์ของอัลลอฮฺผู้อภิบาลแห่งสากลโลก  

 

          หนึ่งในหลักฐานสำคัญแห่งความสัตย์จริงของท่านนบีมุฮัมมัด ﷺ คือ การที่ท่านมิได้เพียงนำวะห์ยูมาสั่งใช้หรือห้ามปรามเท่านั้น แต่ยังได้บอกลักษณะความเสื่อมของสังคมในอนาคตไว้อย่างแม่นยำ จนเมื่อกาลเวลาผ่านไป ความจริงของถ้อยคำนั้นก็ยิ่งปรากฏชัดขึ้นทุกยุคทุกสมัย โดยเฉพาะในยุคที่การสื่อสารรวดเร็ว การแสดงความเห็นเป็นเรื่องง่าย และ “พื้นที่สาธารณะ” ถูกเปิดให้กับทุกคนโดยปราศจากเกณฑ์คัดกรองทางความรู้

 

          หะดีษที่เป็นฐานสำคัญในประเด็นนี้คือคำกล่าวของท่านนบี ﷺ ว่า

 

«سَيَأْتِي عَلَى النَّاسِ سَنَوَاتٌ خَدَّاعَاتٌ، يُصَدَّقُ فِيهَا الْكَاذِبُ، وَيُكَذَّبُ فِيهَا الصَّادِقُ، وَيُؤْتَمَنُ فِيهَا الْخَائِنُ، وَيُخَوَّنُ فِيهَا الْأَمِينُ، وَيَنْطِقُ فِيهَا الرُّوَيْبِضَةُ»

قِيلَ: وَمَا الرُّوَيْبِضَةُ؟ قَالَ: «الرَّجُلُ التَّافِهُ يَتَكَلَّمُ فِي أَمْرِ الْعَامَّةِ» 

 

          หะดีษนี้มิได้เป็นเพียงคำให้รับทราบเพียงอย่างเดียว  แต่เป็นคำอธิบายเชิงโครงสร้างต่อสังคมยุคเสื่อม กล่าวคือ เมื่อระบบคุณค่ากลับหัวกลับหาง คนโกหกกลับได้รับความน่าเชื่อถือ คนซื่อสัตย์กลับถูกทำให้หมดความชอบธรรม คนทรยศได้รับตำแหน่งแห่งความไว้วางใจ และคนมีอะมานะฮ์ถูกกล่าวหา—ในสภาพเช่นนี้ “الرُّوَيْبِضَةُ” ย่อมไม่ใช่เหตุบังเอิญ แต่เป็นผลผลิตของสังคมที่เสียสมดุลทางคุณค่าแล้ว

 

 

จากบุคคลสู่ปรากฏการณ์: “الرُّوَيْبِضَةُ” มิใช่เพียงคนหนึ่งคน แต่คือระบบทางสังคม

 

     ถ้ามองเพียงระดับถ้อยคำ “الرُّوَيْبِضَةُ” อาจหมายถึงบุคคลต่ำต้อย ไร้น้ำหนักทางความรู้ แต่เมื่อมองในระดับสังคมในยุคปัจจุบัน  คำนี้กลายเป็น “ปรากฏการณ์” มากกว่าจะเป็น “บุคคล” กล่าวคือ มันคือสภาพที่คนขาดความรู้ได้รับพื้นที่นำเสนอ ในเรื่องที่เกินขอบเขตความสามารถของตน และสังคมกลับมอบความชอบธรรมแก่เขาด้วยความสมัครใจ

อิบนุลอะษีรกล่าวว่า

“هو الرجل الحقير التافه الذي يتكلم في أمر العامة”²

 

     นั่นคือคนต่ำต้อยไร้น้ำหนัก แต่กลับพูดในกิจการของสาธารณะ ขณะที่อัลมุนาวีย์อธิบายเพิ่มเติมว่าเขาคือผู้ไม่มีทั้งความรู้และเกียรติทางวิชาการ แต่กลับยกตัวขึ้นมาพูดและชี้นำผู้คน

 

     ในโลกปัจจุบัน เราอาจกล่าวได้ว่า “الرُّوَيْبِضَةُ” ไม่จำเป็นต้องแต่งตัวเหมือนคนโง่ ไม่จำเป็นต้องพูดจาหยาบคาย และไม่จำเป็นต้องขาดความมั่นใจ ตรงกันข้าม เขาอาจพูดเก่ง สื่อสารคล่อง มีภาพลักษณ์ดี มีผู้ติดตามจำนวนมาก และรู้วิธีทำให้คนรู้สึกว่าเขา “เข้าถึงง่าย” จนผู้คนเข้าใจผิดว่าความสามารถในการดึงดูดความสนใจ เท่ากับความสามารถในการอธิบายศาสนาอย่างถูกต้อง ทั้งที่สองสิ่งนี้ไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องเดียวกันเลย

 

 

สังคมดิจิทัลกับการล่มสลายของเกณฑ์ความน่าเชื่อถือ

 

     ปัญหาสำคัญของสังคมในยุคนี้คือ เกณฑ์ในการตัดสินว่า “ใครควรพูด” ถูกเปลี่ยนจาก ความรู้ ไปเป็น การมองเห็น จาก การเรียนรู้ยาวนาน ไปเป็น ความนิยมฉับพลัน จาก ความเชี่ยวชาญ ไปเป็น ความกล้าแสดงออก

 

     ในระบบวิชาการอิสลามดั้งเดิม ผู้ที่จะพูดเรื่องศาสนาได้ต้องผ่านกระบวนการรับความรู้ การนั่งกับครู การตรวจทาน การรู้จักความเห็นต่าง การรู้ภาษาอาหรับ รู้หลักอุศูล รู้วิธีชั่งน้ำหนักหลักฐาน และรู้ขอบเขตที่ตนควรหยุด แต่ในสังคมดิจิทัล กลไกเหล่านี้ถูกแทนที่ด้วยระบบใหม่ คือใครพูดได้ไวกว่า คมกว่า เร้าอารมณ์กว่า ตัดคลิปได้ดีกว่า และสร้างความรู้สึกว่า “พูดแทนประชาชน” ได้มากกว่า ผู้นั้นย่อมมีโอกาสได้รับการยอมรับมากกว่า

 

     นี่คือความหมายเชิงสังคมของหะดีษที่ว่า “يَنْطِقُ فِيهَا الرُّوَيْبِضَةُ” เพราะคำว่า “ينطق” มิใช่เพียง “พูด” แต่คือการได้สิทธิ์พูด ได้พื้นที่พูด และได้สถานะของผู้ถูกฟังในกิจการสาธารณะ ทั้งที่โดยหลักแล้วเขาไม่สมควรได้รับสถานะดังกล่าว

 

 

 วิกฤตของยุคนี้ไม่ใช่การไม่มีข้อมูล แต่คือการไม่มี “มาตรวัด” ในการคัดกรองข้อมูล

 

     หากพิจารณาให้ลึก ปัญหาของยุคนี้มิใช่การขาดข้อมูลทางศาสนา เพราะข้อมูลมีมากกว่ายุคใด ๆ ทั้งคำแปล หนังสือ คลิปสั้น บทบรรยาย และข้อความที่ส่งต่อกันอย่างรวดเร็ว ทว่า “ข้อมูล” ไม่เท่ากับ “ความรู้” และ “ความรู้” ก็ไม่เท่ากับ “ฟิกฮ์” ในการเข้าใจศาสนา

อัลลอฮ์ตรัสว่า 

وَلَا تَقْفُ مَا لَيْسَ لَكَ بِهِ عِلْمٌ

“และอย่าติดตามสิ่งที่เจ้าไม่มีความรู้เกี่ยวกับมัน” 

และตรัสอีกว่า

﴿قُلْ إِنَّمَا حَرَّمَ رَبِّيَ الْفَوَاحِشَ مَا ظَهَرَ مِنْهَا وَمَا بَطَنَ... وَأَنْ تَقُولُوا عَلَى اللَّهِ مَا لَا تَعْلَمُونَ﴾  

     อายะฮ์นี้จัด “การกล่าวเกี่ยวกับอัลลอฮ์โดยไม่มีความรู้” ไว้ในลำดับบาปอันร้ายแรงยิ่ง เพราะมันคือการพูดแทนศาสนาโดยไม่มีสิทธิ์ การบิดเบือนศาสนาบางครั้งจึงไม่ได้เริ่มจากเจตนาร้ายเสมอไป แต่อาจเริ่มจากคนที่ไม่มีเครื่องมือ แล้วคิดว่าความจริงใจเพียงอย่างเดียวพอจะทำให้เขาพูดแทนศาสนาได้ ซึ่งในทางหลักการ นี่คือความเข้าใจที่อันตรายอย่างยิ่ง

 

     อิบนุกะษีรอธิบายว่า การกล่าวเกี่ยวกับอัลลอฮ์โดยไม่มีความรู้นั้นครอบคลุมถึงการฟัตวา การตัดสิน และการให้ความหมายต่อบทบัญญัติโดยไม่มีหลักฐานที่ถูกต้อง

 

 

 เมื่อ ความมั่นใจ ถูกเข้าใจว่าเป็น “ความรู้”

 

     หนึ่งในปัญหาใหญ่ของคนจำนวนมากในยุคนี้ คือการประเมินผู้พูดศาสนาจาก “น้ำเสียง” มากกว่า “เนื้อหา” ประเมินจาก “ความมั่นใจ” มากกว่า “หลักฐาน” และประเมินจาก “ความนิยม” มากกว่า “สายวิชาการ” ด้วยเหตุนี้ คนที่พูดเร็ว ตอบไว กล้าฟันธง และไม่แสดงความลังเล มักถูกมองว่าเป็นผู้รู้ ขณะที่อุละมาอ์ผู้รอบคอบ ซึ่งพิจารณาหลักฐานอย่างระมัดระวัง อาจถูกมองว่าพูดไม่ทันใจ หรือไม่ตอบโจทย์คนยุคใหม่

 

     แท้จริงแล้ว ความระมัดระวังของอุละมาอ์คือเครื่องหมายของความรู้ มิใช่ความอ่อนแอ เพราะผู้รู้ย่อมรู้ว่าศาสนาไม่ใช่สนามของการแสดงตัวตน แต่เป็นสนามของความรับผิดชอบต่อถ้อยคำ

 

     อิบนุหะญัรกล่าวในการอธิบายหะดีษเรื่องการยกคนโง่เป็นผู้นำว่า ในหะดีษนี้มีคำเตือนชัดเจนจากการที่คนไม่มีความรู้ขึ้นมานำหน้าในเรื่องฟัตวา

และท่านนบี ﷺ กล่าวว่า

 

«إِنَّ اللَّهَ لَا يَقْبِضُ الْعِلْمَ انْتِزَاعًا... حَتَّى إِذَا لَمْ يُبْقِ عَالِمًا، اتَّخَذَ النَّاسُ رُءُوسًا جُهَّالًا، فَسُئِلُوا فَأَفْتَوْا بِغَيْرِ عِلْمٍ، فَضَلُّوا وَأَضَلُّوا» ⁸

 

     หะดีษนี้ชี้ให้เห็นว่า วิกฤตของสังคมไม่ได้อยู่แค่การมีคนโง่พูด แต่ลึกกว่านั้นคือ “ผู้คนยกพวกเขาขึ้นมาเอง” คำว่า «اتخذ الناس» มีความหมายอย่างยิ่งในทางสังคม เพราะแสดงว่าการเสื่อมของความรู้มิใช่ความผิดของผู้พูดฝ่ายเดียว แต่เป็นความผิดร่วมของสังคมที่ผลิตเวที ผลิตชื่อเสียง และผลิตความชอบธรรมให้แก่ผู้ไม่สมควรพูด

 

 

วัฒนธรรม “ตอบทุกเรื่อง” คือรูปแบบใหม่ของความหายนะทางศาสนา

 

     ในอดีต ผู้รู้จำนวนมากกลัวการตอบปัญหาโดยไม่มีความรู้ จนบางครั้งผลักคำถามต่อไปยังผู้อื่น เพราะเกรงว่าจะพูดผิดในศาสนาของอัลลอฮ์ แต่สังคมปัจจุบันกลับยกย่องคนที่ “ตอบได้ทุกเรื่อง” ทั้งเรื่องอะกีดะฮ์ ฟิกฮ์ การเมือง ประวัติศาสตร์ สังคม วิทยาศาสตร์ และประเด็นร่วมสมัย โดยไม่เคยถามว่า เขาผ่านกระบวนการเรียนรู้สิ่งเหล่านี้จริงหรือไม่

 

     นี่คือความเปลี่ยนแปลงเชิงวัฒนธรรมที่อันตราย เพราะมันทำให้ “การไม่รู้” กลายเป็นสิ่งน่าอาย ทั้งที่ในมรดกวิชาการอิสลาม การกล่าวว่า “لا أدري” ฉันไม่รู้ คือเครื่องหมายของความซื่อสัตย์ทางวิชาการ ไม่ใช่เครื่องหมายของความอ่อนด้อย

อิบนุตัยมียะฮ์กล่าวว่า

من تكلم في الدين بلا علم كان من الكاذبين على الله” 

 

      ผู้ใดพูดในศาสนาโดยไม่มีความรู้ เขาย่อมเป็นหนึ่งในผู้โกหกต่ออัลลอฮ์ คำกล่าวนี้รุนแรงอย่างยิ่ง เพราะมันย้ายประเด็นจาก “ข้อผิดพลาด” ไปสู่ “การโกหกต่อพระผู้เป็นเจ้า” เนื่องจากการให้ฮะลาลหรือฮะรอม การตีความหลักฐาน หรือการชี้นำผู้คนในศาสนา ล้วนเป็นการลงนามแทนบทบัญญัติของอัลลอฮ์ทั้งสิ้น

 

 

จากการขาดเครื่องมือ สู่การทำลายศรัทธาของมวลชน

 

     ผลเสียของการที่คนไร้ความรู้พูดเรื่องศาสนา มิได้จำกัดอยู่แค่การให้ข้อมูลผิด แต่ลึกไปกว่านั้นคือการสร้าง “ศาสนาแบบฉาบฉวย” ในหมู่มวลชน ศาสนากลายเป็นชุดคำพูดสั้น ๆ ที่ง่ายต่อการแชร์ แต่ยากต่อการตรวจสอบ เป็นความเคร่งครัดแบบอารมณ์หรือความผ่อนปรนแบบตามใจ โดยขาดฐานทางอุศูลและฟิกฮ์

 

     เมื่อเป็นเช่นนี้ มวลชนจะค่อย ๆ สูญเสียความสามารถในการแยกแยะระหว่าง ผู้รู้จริงกับผู้พูดเก่ง หลักฐานกับสโลแกน

     การตักเตือนด้วยหลักวิชากับการปลุกเร้าทางอารมณ์ ศาสนาที่สืบทอดด้วยสายวิชาการกับศาสนาที่ผลิตซ้ำโดยค่านิยมคอนเทนต์การทำสื่อ 

     อันตรายที่สุดคือ เมื่อผู้คนบริโภคศาสนาในรูปแบบนี้นานเข้า พวกเขาจะเริ่มรู้สึกว่าอุละมาอ์ตัวจริง “เข้าใจยาก” “ช้า” หรือ “ไม่ตอบโจทย์” แล้วหันไปหาเนื้อหาที่เบา เร็ว แรง และตรงอารมณ์แทน นี่คือขั้นตอนที่สังคมสูญเสียภูมิคุ้มกันทางวิชาการ และเปิดประตูให้ความหลงผิดเข้าสู่มวลชนโดยง่าย

 

     เหตุใดปรากฏการณ์นี้จึงแพร่หลายมากขึ้นในยุคปัจจุบัน ปรากฏการณ์นี้แพร่หลายขึ้นด้วยเหตุปัจจัยหลายประการ

 

     ประการแรก คือ ประชาธิปไตยทางความเห็น ที่ทำให้ทุกคนรู้สึกว่าตนมีสิทธิ์พูดได้ทุกเรื่อง แม้สิทธิ์ในการพูดจะไม่เท่ากับความถูกต้องในการพูดก็ตาม

 

     ประการที่สอง คือ วัฒนธรรมเร่งด่วน ซึ่งทำให้ผู้คนต้องการคำตอบทันที โดยไม่อดทนต่อความซับซ้อนของหลักวิชา

 

     ประการที่สาม คือ การตลาดของตัวตน ซึ่งทำให้บางคนสร้างภาพลักษณ์ “นักพูดศาสนา” เร็วกว่าการสร้างฐานความรู้ที่แท้จริง

 

     ประการที่สี่ คือ การอ่อนแอของสถาบันความรู้ ในบางพื้นที่ เมื่อการเชื่อมต่อระหว่างประชาชนกับอุละมาอ์อ่อนลง พื้นที่ว่างดังกล่าวย่อมถูกเติมเต็มโดยผู้ที่พร้อมจะพูด แม้ไม่มีคุณสมบัติ

 

     ประการที่ห้า คือ ความสับสนระหว่างความจริงใจกับความชอบธรรม หลายคนอาจจริงใจ แต่ความจริงใจไม่สามารถแทนที่หลักวิชาได้ เพราะผู้หลงผิดจำนวนมากในประวัติศาสตร์ก็มิได้ปราศจากความจริงใจ เพียงแต่ขาดความรู้และขาดระเบียบวิธีที่ถูกต้อง

 

 

หน้าที่ของมุสลิมในยุคที่ “الرُّوَيْبِضَةُ” มีพื้นที่

 

     หน้าที่ของมุสลิมในสภาพเช่นนี้ มิใช่เพียงการบ่นว่าสังคมเสื่อม แต่ต้องกลับไปยึดหลักการดั้งเดิมของอะฮ์ลุซซุนนะฮ์ คือการรับศาสนาจากผู้รู้ที่เชื่อถือได้ มีสายวิชาการ มีความรู้จริง และมีความยำเกรง มิใช่รับจากผู้ที่เพียงโดดเด่นในพื้นที่สื่อ

     อัลลอฮ์ตรัสว่า 

فَاسْأَلُوا أَهْلَ الذِّكْرِ إِنْ كُنْتُمْ لَا تَعْلَمُونَ﴾

“ดังนั้นพวกเจ้าจงถามบรรดาผู้รู้ หากพวกเจ้าไม่รู้”

 

     อายะฮ์นี้เป็นหลักการถาวรในการจัดการกับความไม่รู้ในศาสนา คือ เมื่อไม่รู้ ต้องถามผู้รู้ ไม่ใช่ตั้งตนเป็นผู้รู้ และไม่ใช่เลือกผู้ตอบจากความถูกใจส่วนตัว

 

     ในทำนองเดียวกัน มุสลิมจำเป็นต้องฝึกวินัยใหม่ในการเสพศาสนา ได้แก่ ไม่รีบเชื่อทุกคลิป ไม่รีบแชร์ทุกข้อความ ไม่ประเมินคนจากยอดติดตาม ไม่ยอมให้ความคมของวาทศิลป์มาแทนความหนักแน่นของหลักฐาน และไม่หลงคิดว่าศาสนาเป็นเรื่องง่ายจนผู้ไม่มีเครื่องมือก็สามารถอธิบายได้อย่างปลอดภัย หะดีษนี้มิได้เพียงอธิบายอนาคต แต่กำลังอธิบายปัจจุบันของเรา 

 

     หะดีษเรื่อง “الرُّوَيْبِضَةُ” เป็นหนึ่งในร่องรอยชัดเจนแห่งความสัตย์จริงของท่านนบี ﷺ เพราะท่านได้บรรยายสภาพสังคมที่เรากำลังประสบอยู่จริงอย่างลึกซึ้งและแม่นยำ สังคมที่เกณฑ์คุณค่ากลับตาลปัตร สังคมที่คนพูดมากกว่าคนรู้ สังคมที่ความนิยมบดบังความน่าเชื่อถือ และสังคมที่ผู้คนจำนวนหนึ่งกล้าพูดแทนอัลลอฮ์ทั้งที่ตนยังไม่ผ่านกระบวนการเรียนรู้อันสมควร

 

     ดังนั้น ปัญหาในยุคนี้จึงมิใช่เพียงว่า “มีคนโง่พูดเรื่องศาสนา” แต่ลึกไปกว่านั้นคือ สังคมกำลังสร้างเงื่อนไขให้คนเช่นนั้นเติบโต ให้พื้นที่แก่เขา เชื่อถือเขา และปกป้องเขา เมื่อถึงจุดนี้ หะดีษนบี ﷺ จึงไม่ได้เป็นเพียงเรื่องเล่าแห่งอนาคต แต่เป็นกระจกที่สะท้อนปัจจุบันของเราโดยตรง

 

      ผู้ศรัทธาที่เข้าใจเรื่องนี้ย่อมตระหนักว่า การรักษาศาสนาในยุคสับสน มิใช่เพียงการมีเจตนาดี แต่ต้องมีวินัยในการรับความรู้ ต้องรู้จักตำแหน่งของอุละมาอ์ ต้องรู้จักอันตรายของการพูดโดยไม่มีความรู้ และต้องตระหนักว่า หนึ่งในฟิตนะฮ์ที่ใหญ่ที่สุดของยุคนี้ คือการที่ผู้ไร้ความรู้ไม่เพียงกล้าพูด แต่ยังถูกทำให้ดูเหมือน “ผู้รู้” ในสายตาของผู้คนด้วย