เมื่อระเบียบก่อนนิกาห์กลายเป็นภาระ
  จำนวนคนเข้าชม  36

เมื่อระเบียบก่อนนิกาห์กลายเป็นภาระ

 

เรียบเรียงโดย  อิสมาอีล  กอเซ็ม 

 

มวลการสรรเสริญเป็นเอกสิทธิ์ของอัลลอฮฺผู้อภิบาลแห่งสากลโลก 

       ในหลายพื้นที่ของสังคมมุสลิมปัจจุบัน ได้เกิดแนวปฏิบัติที่กำหนดให้ชายหญิงที่จะเข้าพิธีนิกาห์ต้องผ่าน “การอบรมก่อนสมรส” เสียก่อน และต้องมี “หนังสือรับรอง” เพื่อนำไปใช้ประกอบการนิกาห์ ณ มัสยิดหรือหน่วยงานศาสนาที่เกี่ยวข้อง 

 

         เดิมทีมาตรการเช่นนี้อาจถูกเสนอขึ้นด้วยเจตนาดี เช่น เพื่อให้คู่สมรสมีความเข้าใจสิทธิและหน้าที่ของสามีภรรยา ลดข้อพิพาทภายในครอบครัว และสร้างความพร้อมในชีวิตสมรส แต่ในทางปฏิบัติ มาตรการบางอย่างกลับค่อย ๆ เลื่อนสถานะจาก “เครื่องมือทางการบริหาร” ไปเป็น “เงื่อนไขเชิงบังคับ” ที่อิหม่ามหรือผู้เกี่ยวข้องไม่กล้าก้าวข้าม จนผลที่ตามมาคือ คู่สมรสจำนวนหนึ่งถูกชะลอการนิกาห์ ถูกส่งต่อเรื่องไปยังคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัด ต้องเสียเวลา เสียค่าใช้จ่าย และในบางกรณียังถูกเรียกเก็บ “เงินประกัน” หรือค่าธรรมเนียมจำนวนมากโดยไม่มีฐานะชัดเจนในบทบัญญัติเดิมของศาสนา

 

         คำถามเชิงหลักการจึงเกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ว่า ระเบียบที่ตั้งขึ้นเพื่อป้องกันปัญหา กำลังกลายเป็นต้นเหตุของปัญหาใหม่หรือไม่? และเมื่อระเบียบดังกล่าวเริ่มสร้างภาระให้แก่ผู้คน รวมถึงเปิดช่องให้เกิดการเรียกเก็บเงินหรือแสวงหาผลประโยชน์ภายใต้ชื่อของ “การจัดการทางศาสนา” 

 

         เรายังสามารถเรียกสิ่งนี้ว่า “ผลประโยชน์ทางบทบัญญัติ” ได้อยู่หรือไม่? วิเคราะห์ประเด็นดังกล่าวในกรอบอะฮ์ลุซซุนนะฮ์วัลญะมาอะฮ์ โดยอาศัยอัลกุรอาน หะดีษ คำวินิจฉัยเชิงหลักการของอุละมาอ์ และกรอบของจุดประสงค์ในการวางบทบัญญัติเพื่อชี้ให้เห็นเส้นแบ่งระหว่าง “ระเบียบที่ช่วยจัดการ” กับ “ระเบียบที่กลายเป็นภาระ” และระหว่าง “มาตรการป้องกัน” กับ “โครงสร้างที่เปิดทางสู่การเอาเปรียบ”

 

 

นิกาห์ในอิสลาม : หลักเดิมคือความง่าย ไม่ใช่ความซับซ้อน

 

     หนึ่งในหลักใหญ่ของชะรีอะฮ์คือ อัลลอฮ์ทรงประสงค์ความสะดวกแก่บ่าว ไม่ใช่ความยากลำบาก พระองค์ตรัสว่า

 

يُرِيدُ ٱللَّهُ بِكُمُ ٱلْيُسْرَ وَلَا يُرِيدُ بِكُمُ ٱلْعُسْرَ

“อัลลอฮ์ทรงประสงค์ความง่ายดายแก่พวกเจ้า และมิได้ทรงประสงค์ความยากลำบากแก่พวกเจ้า”

(อัลบะเกาะเราะฮ์ 2:185)

และพระองค์ตรัสอีกว่า

 

وَمَا جَعَلَ عَلَيْكُمْ فِي ٱلدِّينِ مِنْ حَرَجٍ

“และพระองค์มิได้ทรงทำให้มีความคับแคบลำบากแก่พวกเจ้าในศาสนา”

(อัลหัจญ์ 22:78)

รวมทั้งตรัสว่า

 

يُرِيدُ ٱللَّهُ أَنْ يُخَفِّفَ عَنكُمْ

“อัลลอฮ์ทรงประสงค์ที่จะผ่อนเบาให้แก่พวกเจ้า”

(อันนิสาอ์ 4:28)

 

         หลักการนี้ครอบคลุมทุกมิติของบทบัญญัติ รวมถึงเรื่องการแต่งงานด้วย เพราะการนิกาห์ไม่ใช่พิธีกรรมที่ศาสนาต้องการทำให้ยาก หากแต่เป็นประตูที่ชะรีอะฮ์เปิดไว้เพื่อปกป้องศักดิ์ศรี ปิดทางซินา วางรากฐานครอบครัว และสร้างความสงบทางสังคม 

อัลลอฮ์ตรัสว่า

 

وَأَنكِحُوا ٱلْأَيَـٰمَىٰ مِنكُمْ وَٱلصَّـٰلِحِينَ مِنْ عِبَادِكُمْ وَإِمَآئِكُمْ ۚ إِن يَكُونُوا فُقَرَآءَ يُغْنِهِمُ ٱللَّهُ مِن فَضْلِهِ

“และพวกเจ้าจงให้บรรดาผู้ยังเป็นโสดในหมู่พวกเจ้าแต่งงานกัน รวมทั้งบรรดาคนดีจากทาสชายและทาสหญิงของพวกเจ้า

หากพวกเขายากจน อัลลอฮ์จะทรงทำให้พวกเขามั่งคั่งจากความโปรดปรานของพระองค์”

(อันนูร 24:32)

 

          อายะห์นี้ไม่ได้พูดในภาษาของการขัดขวาง แต่พูดในภาษาของการส่งเสริม ไม่ได้วางบรรยากาศของ “ด่านมากมายก่อนอนุญาตให้แต่ง” แต่สร้างวัฒนธรรมของการช่วยเหลือให้การแต่งงานเกิดขึ้นอย่างถูกต้อง เมื่อชะรีอะฮ์วางทิศทางไว้เช่นนี้ ระบบใดก็ตามที่ทำให้นิกาห์กลายเป็นเรื่องยากโดยไม่จำเป็น ย่อมต้องถูกประเมินใหม่ในตัวบทและเจตนารมณ์ของศาสนา

 

 

 เงื่อนไขของนิกาห์ในศาสนา กับเงื่อนไขที่ระบบบริหารเพิ่มเติมขึ้น

 

          ในทางฟิกฮ์ นิกาห์มีองค์ประกอบและเงื่อนไขที่เป็นที่รู้จัก เช่น การระบุตัวคู่สมรส ความยินยอม วะลีย์ พยาน และการปลอดจากข้อห้ามในการแต่งงาน ส่วนมะฮัรเป็นสิทธิของฝ่ายหญิงและเป็นหนึ่งในเครื่องหมายสำคัญของการสมรส แต่สิ่งที่ชะรีอะฮ์กำหนดไว้เหล่านี้ต่างหากคือแก่นแท้ของสัญญานิกาห์ มิใช่ “ใบผ่านการอบรม” หรือ “หนังสือรับรองจากระบบเอกสาร” ที่มนุษย์ในยุคหลังสร้างขึ้น ตรงนี้เองที่ต้องแยกให้ชัดระหว่างสองสิ่ง

อย่างแรก คือ เงื่อนไขหรือองค์ประกอบที่ศาสนากำหนด

อย่างที่สอง คือ ระเบียบการจัดการที่สถาบันมนุษย์กำหนด

 

          การแยกสองอย่างนี้ให้ชัดเป็นเรื่องจำเป็นอย่างยิ่ง เพราะถ้าระเบียบจัดการถูกเลื่อนสถานะจนเสมือนเป็น “เงื่อนไขของศาสนา” ผลที่ตามมาคือ ประชาชนจะเริ่มเข้าใจว่า “ไม่มีใบอบรม = นิกาห์ไม่ได้” ทั้งที่ตัวบทเดิมของศาสนาไม่ได้กล่าวเช่นนั้นเลย การสับสนระหว่าง “เงื่อนไขทางชะรีอะฮ์” กับ “เงื่อนไขทางระเบียบ” ที่มนุษย์วางขึ้นมา

ท่านนบี ﷺ กล่าวว่า

 

يَسِّرُوا وَلَا تُعَسِّرُوا، وَبَشِّرُوا وَلَا تُنَفِّرُوا

“พวกท่านจงทำให้เกิดความง่าย และอย่าทำให้เกิดความยาก จงให้ข่าวดี และอย่าทำให้ผู้คนถอยหนี”

(บันทึกโดยอัลบุคอรีและมุสลิม)

 

           หะดีษนี้เป็นหลักทั่วไปที่มีนัยสำคัญต่อการจัดการศาสนกิจทุกประเภท รวมทั้งเรื่องนิกาห์ด้วย เมื่อสิ่งใดไม่ใช่เงื่อนไขศาสนา ก็ไม่ควรถูกทำให้มีฐานะเทียบเท่าเงื่อนไขศาสนา เพราะนั่นเท่ากับการเพิ่มข้อผูกพันในพื้นที่ที่อัลลอฮ์มิได้ทรงผูกมัดไว้

 

 

ระเบียบเพื่อผลประโยชน์ส่วนรวมทำได้ แต่ต้องไม่ขัดจุดประสงค์ของบทบัญญัติอิสลาม 

 

          ไม่มีข้อโต้แย้งว่า ผู้มีอำนาจหรือสถาบันศาสนาสามารถวาง “มาตรการบริหาร” เพื่อคุ้มครองประโยชน์สาธารณะได้ เช่น การกำหนดขั้นตอนเอกสารเพื่อกันการปลอมแปลง การตรวจสอบสถานะการสมรสเดิม การบันทึกข้อมูลอย่างเป็นระบบ หรือแม้กระทั่งการจัดอบรมให้ความรู้ก่อนสมรส ทั้งหมดนี้ในตัวมันเองอาจมีประโยชน์ และอยู่ในขอบเขตของ การบริหารจัดการบ้านเมือง สังคม และกิจการสาธารณะให้สอดคล้องกับหลักศาสนาอิสลาม หากถูกออกแบบอย่างสมดุลให้สอดคล้องกับหลักศาสนาอิสลาม

 

          แต่ปัญหาเริ่มขึ้นเมื่อมาตรการนั้นไม่ยืนอยู่ในฐานะ “เครื่องมือ” อีกต่อไป หากค่อย ๆ กลายเป็น “กำแพง” ที่ขวางการเข้าถึงสิ่งหะลาล หรือกลายเป็นระบบตายตัวที่ไม่คำนึงถึงสภาพจริงของผู้คน เช่น ผู้ที่เป็นมุสลิมเดิมอยู่แล้ว มีพื้นฐานศาสนาอยู่แล้ว จบซานาวีย์หรือปริญญาทางศาสนาอยู่แล้ว แต่ยังถูกบังคับให้ต้องผ่านขั้นตอนเดียวกันทั้งหมดโดยไม่มีช่องทางผ่อนปรน ไม่มีดุลยพินิจ และไม่มีการแยกแยะ

 

           อิมามอัชชาฏิบีย์อธิบายหลักสำคัญของชะรีอะฮ์ว่า เจตนารมณ์ของผู้บัญญัติคือการยกความคับแคบออกจากผู้รับผิดชอบ และทำให้ภาระทางศาสนาอยู่ในขอบเขตที่มนุษย์รับได้ ดังนั้น เมื่อ “ระเบียบ” ถูกใช้ในลักษณะที่สร้างความลำบากเกินจำเป็น จนขัดกับหลัก رفع الحرج และขัดกับเป้าหมายการอำนวยความสะดวกในสิ่งหะลาล ระเบียบนั้นย่อมมีปัญหาในระดับหลักการ ไม่ใช่เพียงระดับวิธีปฏิบัติ

 

 

เมื่อการป้องกันปัญหากลายเป็นการผลิตปัญหาใหม่

 

        ผู้สนับสนุนระบบอบรมก่อนนิกาห์มักให้เหตุผลว่า มาตรการนี้ช่วยแก้ปัญหาหย่าร้าง ช่วยให้คู่สมรสเข้าใจสิทธิหน้าที่ และช่วยคัดกรองกรณีที่เสี่ยงต่อความเสียหาย แน่นอน นี่คือเจตนาที่ฟังดูสมเหตุสมผล แต่ในทางสังคมศาสตร์และในทางฟิกฮ์ประยุกต์ เราต้องไม่ดูเพียง “เจตนาเริ่มต้น” ของมาตรการ ทว่าเราต้องดู “ผลลัพธ์จริง” ของมันด้วย

 

          หากผลที่ตามมาคือ การนิกาห์ล่าช้า ชายหญิงต้องวิ่งเรื่องหลายแห่ง มัสยิดโยนภาระไปยังคณะกรรมการอิสลามจังหวัด อิหม่ามไม่กล้าตัดสินใจในเรื่องที่ศาสนาเดิมให้อำนาจเขาทำได้ และคู่สมรสต้องเสียค่าใช้จ่ายจำนวนมากเพียงเพื่อผ่านด่านเอกสาร เมื่อนั้น เราต้องกล้ายอมรับว่า มาตรการดังกล่าวอาจกำลังผลิตปัญหาใหม่มากกว่าที่จะแก้ปัญหาเดิม

 

          ในกรอบมะกอศิด การนิกาห์ถูกทำให้เป็นสถาบันที่ช่วยปกป้องศาสนา ศักดิ์ศรี เชื้อสาย และความมั่นคงทางสังคม หากมาตรการก่อนนิกาห์ไปขัดขวางการนิกาห์โดยไม่มีเหตุจำเป็นที่มั่นคง ก็เท่ากับว่าเครื่องมือที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อคุ้มครองมะศละหะฮ์ กลับเริ่มทำลายมะศละหะฮ์เสียเอง

 

 

การเรียก “เงินประกัน” หรือค่าใช้จ่ายสูง : จากการจัดการสู่ความคลุมเครือทางจริยธรรม

 

          ประเด็นที่น่ากังวลยิ่งกว่าเรื่องความยุ่งยาก คือการที่บางพื้นที่มีการเรียก “เงินประกันในการนิกาห์” หรือค่าใช้จ่ายจำนวนหลายพันบาท เมื่อคู่สมรสไม่มีใบอบรมหรือไม่ผ่านระบบปกติของมัสยิด ปัญหานี้ไม่ใช่แค่เรื่องความลำบาก แต่เป็นเรื่องของ ความชอบธรรมทางศาสนาและจริยธรรมการบริหาร

 

          หากเรื่องเหล่านี้ไม่ชัดเจน การเก็บเงินดังกล่าวย่อมเสี่ยงอย่างยิ่งต่อการเข้าใกล้การกินทรัพย์ของผู้คนโดยไม่เป็นธรรม โดยเฉพาะเมื่อเงินนั้นถูกผูกกับการอนุญาตให้เข้าถึงสิ่งที่ศาสนาเดิมทำให้เปิดกว้าง

อัลลอฮ์ตรัสว่า

 

يَـٰٓأَيُّهَا ٱلَّذِينَ ءَامَنُوا لَا تَأْكُلُوٓا أَمْوَٰلَكُم بَيْنَكُم بِٱلْبَـٰطِلِ

“โอ้บรรดาผู้ศรัทธา! พวกเจ้าจงอย่ากินทรัพย์สินของกันและกันโดยมิชอบ”

(อันนิสาอ์ 4:29)

 

          อายะห์นี้มีนัยกว้างครอบคลุมทุกโครงสร้างที่ทำให้เกิดการย้ายทรัพย์โดยปราศจากความชอบธรรมทางศีลธรรมและบทบัญญัติ และยิ่งน่ากังวลมากขึ้นเมื่อการเก็บเงินถูกแทรกเข้ามาในบริบทของพิธีการศาสนา เพราะความศักดิ์สิทธิ์ของพื้นที่ศาสนาอาจถูกใช้เป็นเกราะกำบังความคลุมเครือทางการเงินโดยที่ประชาชนไม่กล้าถาม

 

อิบนุลก็อยยิมกล่าวถ้อยคำอันลึกซึ้งว่า

 

فَإِنَّ الشَّرِيعَةَ مَبْنَاهَا وَأَسَاسُهَا عَلَى الْحِكَمِ وَمَصَالِحِ الْعِبَادِ فِي الْمَعَاشِ وَالْمَعَادِ، وَهِيَ عَدْلٌ كُلُّهَا، وَرَحْمَةٌ كُلُّهَا، وَمَصَالِحُ كُلُّهَا، وَحِكْمَةٌ كُلُّهَا

     “แท้จริงชะรีอะฮ์นั้น รากฐานและแก่นของมันตั้งอยู่บนปรีชาญาณและผลประโยชน์ของปวงบ่าว ทั้งในโลกนี้และโลกหน้า มันคือความยุติธรรมทั้งหมด ความเมตตาทั้งหมด ผลประโยชน์ทั้งหมด และปรีชาญาณทั้งหมด”

 

         ถ้อยคำนี้ให้เกณฑ์สำคัญแก่เรา หากระเบียบใดก็ตามผลักผู้คนไปสู่ความคับแคบ อธรรม ความไม่โปร่งใส และภาระทางทรัพย์สินที่เกินควร ระเบียบนั้นย่อมห่างออกจากจิตวิญญาณของชะรีอะฮ์ แม้จะถูกห่อหุ้มด้วยภาษาของ “การจัดการ” หรือ “การคุ้มครองครอบครัว” ก็ตาม

 

 

การยกระเบียบให้มีสถานะเหนือบทบัญญัติ : ปัญหาเชิงอำนาจความรู้

 

        หนึ่งในอันตรายเงียบของปรากฏการณ์นี้คือ การที่ประชาชนเริ่มเข้าใจศาสนาผ่าน “ระบบเอกสาร” มากกว่าผ่าน “บทบัญญัติ” จนในทางจิตสำนึกสาธารณะเกิดภาพว่า สิ่งใดไม่มีตราประทับหรือหนังสือรับรอง สิ่งนั้นก็ยัง “ไม่พร้อมจะหะลาล” ทั้งที่ความจริงในเชิงฟิกฮ์ไม่เป็นเช่นนั้น

 

          นี่คือปัญหาเชิงอำนาจความรู้ กล่าวคือ ผู้คนค่อย ๆ ถูกฝึกให้มองว่า ศาสนาต้องผ่านระบบราชการเสมอ และสัญญานิกาห์ต้องได้รับอนุญาตจากโครงสร้างเอกสารก่อน จึงจะน่าเชื่อถือหรือถูกต้อง แนวโน้มเช่นนี้อาจทำให้บทบาทของอิหม่าม วะลีย์ และองค์ประกอบฟิกฮ์ที่แท้จริงถูกลดทอนลง ขณะที่อำนาจของ “ตัวกลางเชิงระบบ” กลับพองโตขึ้นเรื่อย ๆ

 

          เชคุลอิสลามอิบนุตัยมียะฮ์ได้วางหลักทั่วไปไว้ว่า ผู้ปกครองหรือผู้มีอำนาจในกิจการสาธารณะมีสิทธิ์ใช้นโยบายเพื่อผลประโยชน์ของผู้คน ตราบใดที่ไม่ขัดต่อคัมภีร์ ซุนนะฮ์ และหลักความยุติธรรม และไม่ทำให้สิ่งที่ศาสนาไม่ได้บังคับกลายเป็นข้อผูกมัดถาวรต่อผู้คน[ หลักนี้สำคัญมาก เพราะมันเตือนว่า การบริหารมีขอบเขต ไม่ใช่อำนาจไร้กรอบ

 

 

การเหมารวมทุกคนเข้าสู่ระบบเดียวกัน : ความไม่สมดุลในความยุติธรรม

 

         ในทางความยุติธรรม หนึ่งในปัญหาสำคัญของระบบอบรมก่อนนิกาห์คือการเหมารวมคนทุกประเภทเข้าสู่ขั้นตอนเดียวกันทั้งหมด โดยไม่คำนึงถึงความแตกต่างของฐานความรู้ ประสบการณ์ศาสนา หรือความพร้อมของแต่ละคน ผู้ที่ไม่เคยเรียนศาสนาเลยกับผู้ที่จบซานาวีย์หรือปริญญาศาสนา ถูกวางไว้บนเส้นเดียวกันโดยไม่มีทางยืดหยุ่น นี่เป็นสัญญาณของการบริหารที่สะดวกต่อระบบ แต่ไม่ยุติธรรมต่อมนุษย์

 

           ชะรีอะฮ์ไม่ปฏิเสธการวางระเบียบ แต่ชะรีอะฮ์ก็ไม่ยอมรับการใช้ระเบียบแบบปิดตาต่อข้อเท็จจริง หากเป้าหมายคือให้ความรู้ก่อนสมรส ก็สามารถทำได้หลายรูปแบบที่เบากว่า ยืดหยุ่นกว่า และสอดคล้องกับสภาพของแต่ละคน เช่น การประเมินพื้นฐาน การยกเว้นผู้มีความรู้ศาสนาอยู่แล้ว การมีคู่มือภาคบังคับแบบสั้น การให้คำแนะนำโดยอิหม่ามก่อนนิกาห์ หรือการอบรมภายหลังนิกาห์ก็ยังเป็นไปได้ในบางประเด็น ทั้งหมดนี้สะท้อนว่า “การมีทางเลือก” คือหัวใจของความสมดุล ไม่ใช่ “บังคับทางเดียวสำหรับทุกคน”

 

 

หลักการป้องกันความเสียหาย ต้องไม่กลายเป็น ปัญหาใหม่ของความเสียหาย

 

         บางคนอาจโต้แย้งว่า การกำหนดด่านก่อนนิกาห์ก็เพื่อ “ปิดช่องปัญหา” เช่น ปิดช่องการแต่งงานไม่พร้อม ปิดช่องข้อพิพาท หรือปิดช่องการใช้ศาสนาแบบไม่รับผิดชอบ ซึ่งในหลักการ แนวคิด ป้องกัน มีที่ยืนอยู่ในฟิกฮ์จริง กล่าวคือ การปิดหนทางที่อาจนำไปสู่ความเสียหายทำได้ในบางกรณี

 

          แต่สิ่งที่ต้องระวังคือ การปิดช่องทางหนึ่งต้องไม่เปิดช่องเสียหายใหม่ที่หนักกว่า หากเราปิดช่องด้วยการสร้างระบบที่ทำให้คนแต่งยาก ช้า แพง และเสี่ยงถูกเอาเปรียบ เท่ากับว่าเราอาจกำลังใช้ “การปิดหนทางเสียหาย” เป็นเหตุให้เกิดความเสียหายชนิดใหม่แทน หลักฟิกฮ์ที่ว่า الضرر يزال “ความเสียหายต้องถูกขจัด” ไม่ได้หมายความว่า เราจะขจัดความเสียหายหนึ่งด้วยการสร้างอีกความเสียหายหนึ่งขึ้นมาโดยไม่จำเป็น

 

 

แนวทางปฏิรูป : ทำอย่างไรให้ระเบียบรับใช้ศาสนา ไม่ใช่ขวางศาสนา

 

     หากสถาบันศาสนาต้องการคงมาตรการก่อนนิกาห์ไว้เพื่อประโยชน์สาธารณะ ก็ยังสามารถทำได้ แต่ต้องอยู่ภายใต้หลักสำคัญต่อไปนี้

 

หนึ่ง : ต้องประกาศให้ชัดว่า การอบรมเป็นมาตรการเสริม ไม่ใช่รุก่นหรือชัรฏ์ของนิกาห์ในตัวศาสนา

 

สอง : ต้องมีระบบยกเว้นหรือผ่อนปรนสำหรับผู้มีพื้นฐานศาสนา หรือกรณีจำเป็นที่ชัดเจน

 

สาม : ต้องไม่ให้มัสยิดโยนภาระไปยังหน่วยงานระดับจังหวัดทุกกรณี โดยตัดดุลยพินิจของอิหม่าม

 

สี่ : หากมีค่าใช้จ่าย ต้องมีหลักเกณฑ์โปร่งใส ตรวจสอบได้ และต้องไม่ผูกพันกับการให้สิทธิ์เข้าถึงนิกาห์ในลักษณะบีบบังคับ

 

ห้า : ต้องเปิดช่องทางร้องเรียนหรือทบทวน หากเกิดการใช้ระเบียบเกินขอบเขต

 

หก : ต้องให้ความสำคัญกับเป้าหมายสูงสุดของชะรีอะฮ์ คือการทำให้การนิกาห์ถูกต้อง ง่าย สุภาพ และปิดทางฟิตนะฮ์

 

          การปฏิรูปเช่นนี้ไม่ได้หมายถึงการล้มระบบ แต่คือการทำให้ระบบกลับไปยืนในฐานะที่ถูกต้องของมัน นั่นคือ “ผู้ช่วย” มิใช่ “เจ้าของประตู”

 

          แก่นของปัญหาไม่ได้อยู่ที่การอบรมก่อนนิกาห์โดยตัวมันเอง หากแต่อยู่ที่การทำให้มาตรการบริหารค่อย ๆ เลื่อนฐานะจนเสมือนเป็นเงื่อนไขศาสนา และในบางกรณียังลุกลามไปสู่การสร้างภาระทางเวลา ทางเอกสาร และทางการเงิน จนเกิดภาพว่าผู้คนต้อง “ซื้อสิทธิ์” เพื่อเข้าถึงสิ่งหะลาลที่อัลลอฮ์ทรงเปิดไว้ให้แล้ว ปรากฏการณ์เช่นนี้ไม่เพียงขัดกับหลักความง่ายของชะรีอะฮ์และมะกอศิดของนิกาห์ แต่ยังเสี่ยงเปิดช่องให้เกิดความไม่โปร่งใสและการแสวงหาผลประโยชน์ภายใต้ชื่อของการจัดการศาสนา

 

        ศาสนาไม่ได้มาปิดประตูนิกาห์ แต่เปิดประตูนิกาห์เพื่อปิดประตูฟิตนะฮ์ ระเบียบที่ดีต้องช่วยให้เป้าหมายนี้สำเร็จ ไม่ใช่บั่นทอนมัน และสถาบันศาสนาที่เข้มแข็งไม่ใช่สถาบันที่มีด่านมากที่สุด แต่คือสถาบันที่รู้จักวางระเบียบอย่างยุติธรรม โปร่งใส เมตตา และไม่ยกระบบของมนุษย์ให้สูงกว่าขอบเขตที่ชะรีอะฮ์วางไว้

 

         กล่าวอีกนัยหนึ่ง ระเบียบใดก็ตามที่เริ่มทำให้สิ่งหะลาลยากขึ้น ทำให้คนยากจนเข้าถึงนิกาห์ลำบากขึ้น ทำให้อิหม่ามหมดดุลยพินิจ และทำให้ประชาชนต้องเสียทรัพย์โดยไม่เห็นความชอบธรรมที่ชัดเจน ระเบียบนั้นย่อมสมควรถูกทบทวนอย่างจริงจัง เพราะมันอาจไม่ใช่ “มาตรการป้องกัน” อีกต่อไป แต่กำลังแปรสภาพเป็น “ภาระเชิงสถาบัน” และในบางกรณีอาจกลายเป็น “ช่องทางแสวงหาผลประโยชน์” โดยที่ผู้คนจำนวนมากไม่กล้าพูดออกมาตรง ๆ

 

          และนี่คือจุดที่ผู้มีความรู้ ผู้บริหารศาสนา และสาธารณชนมุสลิมต้องร่วมกันทวงคืนหลักการเดิมของศาสนา นั่นคือ สิ่งที่อัลลอฮ์ทรงทำให้ง่าย อย่าได้ถูกมนุษย์ทำให้ยาก และสิ่งที่ถูกวางไว้เพื่อความเมตตา อย่าได้ถูกใช้เป็นเครื่องมือของความคับแคบและผลประโยชน์แอบแฝง