มุตอะฮ์ : เมื่อความใคร่ถูกทำให้เป็นศาสนา
  จำนวนคนเข้าชม  46

มุตอะฮ์ : เมื่อความใคร่ถูกทำให้เป็นศาสนา

 

เรียบเรียงโดย   อิสมาอีล  กอเซ็ม 

 

มวลการสรรเสริญเป็นเอกสิทธิ์ของอัลลอฮฺผู้อภิบาลแห่งสากลโลก  

         การนิกาห์ในอิสลามมิได้ถูกบัญญัติขึ้นเพื่อเป็นเพียงช่องทางระบายอารมณ์ใคร่ แต่ถูกวางไว้เป็นสถาบันอันสูงส่ง เพื่อสร้างครอบครัว สืบเผ่าพันธุ์ รักษาเกียรติของชายหญิง และทำให้สังคมดำรงอยู่บนความรับผิดชอบ ความมั่นคง และความเมตตา 

 

         ด้วยเหตุนี้ ทุกความพยายามที่จะลด “การสมรส” ให้เหลือเพียงข้อตกลงชั่วคราวเพื่อสนองตัณหา จึงเป็นการฉีกเจตนารมณ์แห่งชะรีอะฮ์ออกจากรากฐานของมันอย่างร้ายแรง และนี่เองคือสิ่งที่ปรากฏอย่างชัดเจนในแนวคิดเรื่อง นิกาห์มุตอะฮ์ ซึ่งอะฮ์ลุสสุนนะฮ์ถือว่าเป็นสิ่งที่ถูกอนุญาตชั่วคราวในระยะต้น แล้วถูกยกเลิกโดยเด็ดขาดในภายหลัง ไม่เหลือสถานะความชอบธรรมอีกต่อไป

 

        ประเด็นที่น่าพินิจอย่างยิ่งก็คือ บางกลุ่มมิได้หยุดอยู่เพียงการถือว่ามุตอะฮ์เป็นที่อนุญาต หากยังยกระดับมันให้เป็นการงานที่มีผลบุญสูงล้น ราวกับว่าการปลดเปลื้องกามารมณ์ในรูปแบบชั่วคราวนั้นคือความดีงามทางศาสนา ทั้งยังพาดพิงสิ่งดังกล่าวไปยังบรรดาอิมามผู้ได้รับการยกย่องว่า “มะอ์ศูม” หรือผู้ไร้ความผิด เพื่อทำให้แนวคิดนี้ดูมีเกียรติและได้รับการรับรองจากบุคคลผู้สูงศักดิ์ ทั้งที่ในสารัตถะแท้จริงแล้ว แนวคิดเช่นนี้กลับทำให้ศาสนาซึ่งควรยกมนุษย์ขึ้นเหนือแรงขับแห่งตัณหา ถูกลากลงมาเป็นเครื่องรับใช้ความใคร่ภายใต้ถ้อยคำทางศาสนา

 

 

เป้าหมายของการนิกาห์ในอัลกุรอาน มิใช่ความสัมพันธ์ชั่วคราว

 

     อัลลอฮ์ตรัสว่า

وَمِنْ آيَاتِهِ أَنْ خَلَقَ لَكُمْ مِنْ أَنْفُسِكُمْ أَزْوَاجًا لِتَسْكُنُوا إِلَيْهَا وَجَعَلَ بَيْنَكُمْ مَوَدَّةً وَرَحْمَةً

 

     “และส่วนหนึ่งจากสัญญาณของพระองค์ คือพระองค์ทรงสร้างคู่ครองจากพวกเจ้าเอง เพื่อที่พวกเจ้าจะได้พบความสงบสุขกับนาง

     และพระองค์ทรงทำให้เกิดความรักและความเมตตาระหว่างพวกเจ้า”

(สูเราะฮ์อัร-รูม 30:21)

 

        อายะฮ์นี้วางหลักสำคัญของนิกาห์ไว้อย่างชัดเจนว่า เป้าหมายคือ السكن ความสงบมั่นคง, المودة ความรัก, และ الرحمة ความเมตตา ซึ่งทั้งหมดนี้ชี้ไปสู่ความสัมพันธ์ที่มีความต่อเนื่อง รับผิดชอบ และมีพันธะทางสังคม มิใช่สัญญาระยะสั้นที่กำหนดวันหมดอายุไว้ตั้งแต่ต้น ความสัมพันธ์ที่เริ่มด้วยเงื่อนไข “เพื่อจบลง” ย่อมขัดกับสารัตถะแห่ง โดยตรง เพราะมันไม่ได้มุ่งสร้างบ้าน แต่เพียงจัดฉากของความสัมพันธ์เพื่อการใช้แล้วจากไป

     อีกทั้งอัลลอฮ์ตรัสว่า

وَالَّذِينَ هُمْ لِفُرُوجِهِمْ حَافِظُونَ ۝ إِلَّا عَلَىٰ أَزْوَاجِهِمْ أَوْ مَا مَلَكَتْ أَيْمَانُهُمْ

 

“และบรรดาผู้ที่รักษาอวัยวะเพศของพวกเขา เว้นแต่กับคู่ครองของพวกเขา หรือผู้ที่มือขวาของพวกเขาครอบครอง”

(สูเราะฮ์อัลมุอ์มินูน 23:5-6)

 

         อะฮ์ลุสสุนนะฮ์ชี้ว่า “อัซวาญ” ในที่นี้หมายถึงคู่ครองที่มีสถานะสมรสอันสมบูรณ์ตามบทบัญญัติ ไม่ใช่ความสัมพันธ์ชั่วคราวที่ถูกกำหนดเวลาเพื่อสนองความใคร่แล้วสิ้นสุดลง เพราะสิ่งนั้นมิได้บรรลุความหมายของการเป็นชีวิตคู่ในระดับที่ชะรีอะฮ์ยกย่อง

 

 

มุตอะฮ์เคยถูกอนุญาตชั่วคราว แล้วถูกยกเลิกโดยเด็ดขาด

 

         อะฮ์ลุสสุนนะฮ์มิได้ปฏิเสธว่า มุตอะฮ์เคยมีการอนุญาตในบางช่วงแรกของอิสลามภายใต้เงื่อนไขเฉพาะหน้า แต่หลักฐานเศาะฮีห์จำนวนมากชี้ตรงกันว่ามัน ถูกยกเลิก และการยกเลิกนั้นเป็นการยกเลิกถาวร

 

     จากท่านอะลี บิน อบีฏอลิบ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ ว่า

 

أَنَّ رَسُولَ اللَّهِ ﷺ نَهَى عَنْ مُتْعَةِ النِّسَاءِ يَوْمَ خَيْبَرَ، وَعَنْ لُحُومِ الْحُمُرِ الْإِنْسِيَّةِ

 

“แท้จริงท่านร่อซูลุลลอฮ์ ﷺ ได้ห้ามการมุตอะฮ์กับสตรีในวันคอยบัร และห้ามเนื้อของลาบ้าน”

(บันทึกโดยอัล-บุคอรีย์ และมุสลิม)

 

     และจากท่านสะบเราะฮ์ อัล-ญุฮะนีย์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ ว่า ท่านนบี ﷺ กล่าวว่า

 

يَا أَيُّهَا النَّاسُ، إِنِّي كُنْتُ أَذِنْتُ لَكُمْ فِي الِاسْتِمْتَاعِ مِنَ النِّسَاءِ، وَإِنَّ اللَّهَ قَدْ حَرَّمَ ذَلِكَ إِلَى يَوْمِ الْقِيَامَةِ

     “โอ้ผู้คนทั้งหลาย แท้จริงฉันเคยอนุญาตแก่พวกท่านในการแสวงหาความสุขจากสตรี แต่แท้จริงอัลลอฮ์ได้ทรงทำให้สิ่งนั้นเป็นที่ต้องห้ามไปจนถึงวันกิยามะฮ์”

(บันทึกโดยมุสลิม)

        นี่คือข้อความที่หนักแน่นอย่างยิ่ง เพราะมิได้เพียงบอกว่าถูกห้าม แต่ระบุชัดว่า  إِلَى يَوْمِ الْقِيَامَةِ “จนถึงวันกิยามะฮ์ ”  จึงไม่เหลือช่องให้กล่าวว่าการอนุญาตเดิมยังคงมีผลต่อไป

 

         ข้ออ้างจากอายะฮ์ 4:24 ไม่อาจหักล้างหะดีษเศาะฮีห์เรื่องการยกเลิก กลุ่มที่อนุญาตมุตอะฮ์มักยกคำตรัสของอัลลอฮ์ว่า

 

فَمَا اسْتَمْتَعْتُمْ بِهِ مِنْهُنَّ فَآتُوهُنَّ أُجُورَهُنَّ فَرِيضَةً

“ดังนั้น สตรีที่พวกเจ้าได้แสวงหาความสุขจากนาง ก็จงมอบค่าตอบแทนของนางแก่พวกนางโดยเป็นข้อกำหนด”

(สูเราะฮ์อัน-นิสาอ์ 4:24)

     แต่การอ้างอายะฮ์นี้เพื่อรับรองมุตอะฮ์อย่างต่อเนื่องนั้น มีปัญหาหลายชั้น

 

       ชั้นแรก คำว่า استمتعتم ในภาษาอาหรับมิได้จำเป็นต้องหมายถึง “มุตอะฮ์” ในความหมายเทคนิคเชิงนิติศาสตร์ของการสมรสชั่วคราวเสมอไป แต่สามารถหมายถึงการเข้าถึงสิทธิแห่งชีวิตสมรสโดยทั่วไป

 

        ชั้นที่สอง ต่อให้มีรายงานว่าบางคนในระยะต้นเข้าใจอายะฮ์นี้เกี่ยวข้องกับมุตอะฮ์ ก็ไม่ได้หมายความว่าบทบัญญัตินั้นยังคงอยู่หลังจากมีหะดีษเศาะฮีห์ที่ระบุชัดถึงการยกเลิก เพราะหลักอุศูลของอะฮ์ลุสสุนนะฮ์ยืนยันว่า บางบทบัญญัติอาจถูกยกเลิกในภายหลังโดยวะหีย์จากสุนนะฮ์ได้ เมื่อมีหลักฐานที่ชัดเจนและมั่นคง

 

        อิมามอัน-นะวะวีย์ กล่าวว่าโดยสรุปว่า บรรดานักวิชาการมีมติในที่สุดว่า มุตอะฮ์ถูกอนุญาตในระยะหนึ่ง แล้วถูกห้ามอย่างถาวร และมติของผู้รู้ที่เชื่อถือได้ก็อยู่บนสิ่งนี้

 

 

มุตอะฮ์ขัดกับจุดประสงค์ของบทบัญญัติอิสลามในเรื่องครอบครัว เกียรติ และสายสกุล

 

        หนึ่งในหลักการใหญ่ของชะรีอะฮ์คือการปกป้องศาสนา , ชีวิต , สติปัญญา , ทรัพย์สิน , เชื้อสาย/วงศ์สกุล การสมรสในอิสลามจึงมิใช่แค่การทำให้ความสัมพันธ์ทางเพศ “ถูกกฎหมาย” แต่เป็นการสร้างกรอบชีวิตที่คุ้มครองเกียรติของหญิงชาย และรักษา สายสกุลอย่างมั่นคง เมื่อความสัมพันธ์ถูกทำให้เป็นเพียงสัญญาระยะสั้นซึ่งมุ่งตอบสนองตัณหาเป็นหลัก ย่อมทำให้มิติของความรับผิดชอบ ความเป็นหัวหน้าครอบครัว สิทธิของภรรยา ความมั่นคงของบุตร และความหมายของบ้าน ถูกลดทอนลงอย่างรุนแรง

 

        อิมามอิบนุกุดามะฮ์กล่าวในความหมายโดยรวมว่า มุตอะฮ์เป็นการสมรสที่มีกำหนดเวลา เช่น ชายกล่าวว่า “ฉันแต่งงานกับเธอหนึ่งเดือน” หรือ “สิบวัน” และการสมรสเช่นนี้เป็นโมฆะ เพราะเป็นนิกาห์ที่ถูกห้ามแล้ว

         กล่าวอีกนัยหนึ่ง ถ้าการแต่งงานถูกออกแบบมาให้หมดอายุพร้อมกับการหมดแรงปรารถนา มันก็ไม่ใช่การสมรสในความหมายอันสูงส่งของชะรีอะฮ์ แต่เป็นเพียงการจัดระเบียบความใคร่ให้อยู่ในรูปสัญญาเท่านั้น

 

 

การอ้างผลบุญมหาศาลให้มุตอะฮ์ คือการทำให้ตัณหาถูกศักดิ์สิทธิ์

 

         สิ่งที่น่ากังวลยิ่งกว่าตัวบทบัญญัติผิดพลาด คือการสร้างวาทกรรมว่า มุตอะฮ์เป็นการงานที่มีผลบุญมหาศาล จนบางรายงานในตำราของฝ่ายที่อนุญาตพยายามยกระดับการกระทำนี้ให้กลายเป็นความดีพิเศษ ทั้งที่ในความเป็นจริง สิ่งซึ่งถูกยกเลิกแล้วโดยท่านนบี ﷺ ไม่อาจกลายเป็นอิบาดะฮ์ที่ใกล้ชิดต่ออัลลอฮ์ได้

 

         หลักใหญ่ในศาสนาคือ การอิบาดะฮ์ต้องตั้งอยู่บนตัวบทที่ถูกต้องและต่อเนื่อง มิใช่บนความอยากของมนุษย์ อัลลอฮ์ตรัสว่า

أَمْ لَهُمْ شُرَكَاءُ شَرَعُوا لَهُمْ مِنَ الدِّينِ مَا لَمْ يَأْذَنْ بِهِ اللَّهُ

 

“หรือว่าพวกเขามีภาคีทั้งหลายที่บัญญัติแก่พวกเขาในศาสนา ซึ่งอัลลอฮ์มิได้ทรงอนุญาตไว้”

(สูเราะฮ์อัช-ชูรอ 42:21)

          อายะฮ์นี้คือหลักใหญ่ที่เตือนว่า การทำสิ่งหนึ่งให้เป็น “ศาสนา” ทั้งที่อัลลอฮ์มิได้ทรงอนุญาต คือความล้ำเส้นที่อันตรายอย่างยิ่ง และเมื่อสิ่งนั้นเกี่ยวข้องกับแรงขับพื้นฐานของมนุษย์ อันตรายก็ยิ่งมาก เพราะมันทำให้คนหลงคิดว่าการรับใช้ความใคร่คือการรับใช้พระเจ้า

 

 

การพาดพิงอิมามผู้ทรงเกียรติให้รองรับมุตอะฮ์ คือการลดเกียรติ มิใช่การยกเกียรติ

 

          เมื่อมีการอ้างว่าอิมามผู้ไร้ความผิดรองรับหรือส่งเสริมมุตอะฮ์ จึงต้องถามอย่างตรงไปตรงมาว่า การพาดพิงบุคคลผู้สูงศักดิ์ให้เกี่ยวข้องกับสิ่งที่อะฮ์ลุสสุนนะฮ์เห็นว่าเป็นบทบัญญัติที่ถูกยกเลิกแล้วนั้น เป็นการให้เกียรติจริงหรือ? หรือแท้จริงแล้วเป็นการเอาชื่ออันบริสุทธิ์ของผู้ทรงเกียรติมารับใช้อารมณ์ของผู้อ้าง?

 

          บุคคลผู้เป็นอิมามแห่งทางนำควรถูกเชื่อมโยงกับความบริสุทธิ์ ความสำรวม การยกระดับศีลธรรม และการคุ้มครองอุมมะฮ์จากฟิตนะฮ์ มิใช่ถูกทำให้เป็นตราประทับรับรองระบบความสัมพันธ์ชั่วคราวที่เปิดประตูให้ศาสนาถูกใช้เป็นฉากบังหน้าแห่งตัณหา การอ้างเช่นนี้จึงมิได้ยกเกียรติอิมาม แต่กลับลดท่านให้กลายเป็นเครื่องมือทางวาทกรรม

 

 

คำกล่าวของอุละมาอ์อะฮ์ลุสสุนนะฮ์

 

     อิมามอัน-นะวะวีย์ กล่าวว่าโดยสรุปในคำอธิบายเศาะฮีห์มุสลิมว่า มุตอะฮ์เคยถูกอนุญาต แล้วถูกยกเลิก และมติของมุสลิมในหมู่อะฮ์ลุสสุนนะฮ์อยู่บนการห้ามมัน

 

      อิบนุกุดามะฮ์ กล่าวใน อัล-มุฆนี ว่า นิกาห์มุตอะฮ์ คือการแต่งงานที่มีกำหนดเวลา และมันเป็นโมฆะ

 

     เชคุลอิสลาม อิบนุตัยมียะฮ์ อธิบายโดยสรุปว่า มุตอะฮ์เป็นสิ่งที่ถูกห้ามตามมติของอะฮ์ลุสสุนนะฮ์ และผู้ที่ยังยืนยันความชอบธรรมของมันหลังจากหลักฐานการยกเลิกอันชัดเจน ย่อมตกอยู่ในความผิดพลาดทางวิชาการและตัวบท

 

     สาระของคำอธิบายจากอุละมาอ์เหล่านี้สอดคล้องกันว่า มุตอะฮ์มิใช่ “ทัศนะทางเลือก” ที่ยังเปิดกว้าง แต่เป็นกรณีของบทบัญญัติที่ถูกยกเลิกแล้ว และการฟื้นฟูมันขึ้นมาใหม่คือการสวนทางกับสุนนะฮ์โดยตรง

 

 

         เมื่อพิจารณาจากอัลกุรอาน สุนนะฮ์ และความเข้าใจของอุละมาอ์ จะเห็นชัดว่า มุตอะฮ์ไม่ใช่รูปแบบหนึ่งของนิกาห์อันสมบูรณ์ในอิสลาม แต่เป็นสิ่งที่เคยถูกผ่อนปรนชั่วคราวแล้วถูกยกเลิกโดยเด็ดขาด เพราะมันขัดต่อมะกอศิดของการสมรส ขัดต่อความมั่นคงของครอบครัว และเปิดทางให้ความใคร่ถูกทำให้ดูเป็นพิธีกรรมทางศาสนา

 

         ดังนั้น การยกย่องมุตอะฮ์ว่าเป็นความดี หรือการอ้างว่ามันมีผลบุญมหาศาล จึงมิใช่อะไรอื่นนอกจากการทำให้ตัณหาถูกทำให้ศักดิ์สิทธิ์ด้วยถ้อยคำทางศาสนา และการพาดพิงสิ่งนี้ไปยังอิมามผู้ทรงเกียรติ ก็ยิ่งเป็นการนำชื่อของผู้สูงศักดิ์มาแบกรับสิ่งที่ไม่สมควรแก่ท่าน

 

       อิสลามมิได้มาเพื่อทำให้ความใคร่เป็นศาสนา แต่อิสลามมาทำให้มนุษย์ควบคุมความใคร่ด้วยศาสนา และนี่คือเส้นแบ่งสำคัญระหว่างนิกาห์อันสูงส่ง กับความสัมพันธ์ชั่วคราวที่ถูกห่อหุ้มด้วยถ้อยคำแห่งความชอบธรรม