
ยุคสุดท้ายในอิสลาม ไม่ใช่มีแต่ความวุ่นวาย
แต่ยังมีช่วงแห่งความสงบและความอุดมสมบูรณ์
เรียบเรียงโดย อิสมาอีล กอเซ็ม
มวลการสรรเสริญเป็นเอกสิทธิ์ของอัลลอฮฺผู้อภิบาลแห่งสากลโลก
เมื่อกล่าวถึง “ยุคสุดท้าย” คนจำนวนมากมักนึกถึงแต่ภาพของฟิตนะฮ์ สงคราม การนองเลือด การหลอกลวง และความเสื่อมทราม จนบางครั้งเกิดความเข้าใจว่า ยิ่งโลกเข้าใกล้วันกิยามะฮ์มากเท่าใด โลกก็ยิ่งมืดมนลงอย่างเดียวโดยไม่มีช่วงเวลาแห่งความสงบหรือความอุดมสมบูรณ์เหลืออยู่เลย แต่การอ่านหะดีษอย่างรอบด้านจะพบว่า ภาพดังกล่าวยังไม่ครบถ้วน เพราะบรรดาตัวบทมิได้บอกเพียงเรื่องความปั่นป่วน หากยังบอกถึงช่วงเวลาแห่งความยุติธรรม ความอุดมสมบูรณ์ ความปลอดภัย และการคืนบะเราะกะฮ์แก่โลกด้วย โดยเฉพาะในยุคของอัลมะห์ดี และยุคที่นบีอีซา อะลัยฮิสสลาม ลงมาในยุคท้ายๆ
ยุคสุดท้ายไม่ใช่ “ภาพเดียว” แต่เป็นหลายช่วงหลายระยะ
แนวทางที่ถูกต้องในเรื่องเตรื่องหมายวันกิยามะห์ คือการรวบรวมหะดีษทั้งหมดเข้าด้วยกัน ไม่หยิบเพียงบทที่พูดถึงความวุ่นวายแล้วสรุปทั้งหมดว่าอนาคตของโลกมีแต่ความพินาศด้านเดียว เพราะหะดีษบางบทพูดถึงดัจญาล บางบทพูดถึงยะอ์ญูจญ์และมะอ์ญูจญ์ บางบทพูดถึงการยกความรู้ การแพร่หลายของความไม่รู้และการฆ่าฟัน
แต่ขณะเดียวกันก็มีหะดีษอีกจำนวนหนึ่งกล่าวถึง “ผู้ปกครองที่ยุติธรรม” “ทรัพย์สินล้นเหลือ” และ “ช่วงเวลาแห่งความราบรื่นของผู้คน” ด้วย ดังนั้น ยุคสุดท้ายในอิสลามจึงเป็นลำดับเหตุการณ์ ไม่ใช่ฉากเดียวที่มืดมนทั้งหมดตั้งแต่ต้นจนจบ
ยุคของอัลมะห์ดีช : โลกเต็มไปด้วยความยุติธรรมหลังความอธรรม
หนึ่งในหะดีษที่สำคัญที่สุดในประเด็นนี้ คือหะดีษเรื่องอัลมะห์ดี ซึ่งมีถ้อยคำโด่งดังว่า
يَمْلَأُ الْأَرْضَ قِسْطًا وَعَدْلًا كَمَا مُلِئَتْ ظُلْمًا وَجَوْرًا
ความหมายคือ “เขาจะทำให้แผ่นดินเต็มไปด้วยความเที่ยงธรรมและความยุติธรรม ดังที่มันเคยเต็มไปด้วยความอธรรมและการกดขี่” โดยสำนวนนี้ปรากฏในสุนัน อบีดาวูด ในกิตาบอัลมะห์ดี และเป็นหนึ่งในหลักฐานที่อุละมาอ์อะฮ์ลุสสุนนะฮ์ใช้ยืนยันการปรากฏของอัลมะห์ดีในปลายกาล
สาระสำคัญของหะดีษนี้ไม่ใช่เพียงการบอกว่าจะมีบุคคลหนึ่งปรากฏขึ้น แต่เป็นการบอกด้วยว่า ก่อนกิยามะฮ์จะเกิดขึ้น ยังมีช่วงเวลาที่ความยุติธรรมจะกลับมาโดดเด่นเหนือความอธรรมอีกครั้งหนึ่ง นี่เป็นการหักล้างความเข้าใจที่ว่า ปลายกาลต้องมีแต่ความเลวร้ายอย่างต่อเนื่องไม่มีจังหวะแห่งการฟื้นฟูเลย
ความอุดมสมบูรณ์ทางทรัพย์สิน : ถึงขั้นหาผู้รับซะกาตไม่ได้
ในเศาะฮีห์มุสลิมและเศาะฮีห์อัลบุคอรีย์ มีหะดีษที่ชี้อย่างชัดเจนว่า ก่อนวันสิ้นโลก ทรัพย์สินจะ “มากและล้นเหลือ” จนถึงขั้นคนหนึ่งนำซะกาตออกไปแล้วไม่พบผู้ใดรับ โดยมีรายงานว่า
لَا تَقُومُ السَّاعَةُ حَتَّى يَكْثُرَ الْمَالُ وَيَفِيضَ
และในรายงานเดียวกันกล่าวถึง “การที่ผู้นำทรัพย์ออกไปแล้วไม่พบผู้รับมัน”
นี่เป็นหลักฐานชัดเจนว่า ภาพของปลายกาลในอิสลามไม่ใช่มีแต่ความอดอยากและการล่มสลายทางเศรษฐกิจ หากแต่มีบางระยะที่ความอุดมสมบูรณ์แผ่ขยายอย่างมาก จนสภาพสังคมเปลี่ยนจาก “คนขัดสนมากมาย” ไปสู่ “หาผู้รับแทบไม่ได้” ซึ่งย่อมสะท้อนทั้งความร่ำรวยทางวัตถุ และความมั่นคงระดับหนึ่งของโครงสร้างสังคมด้วย
ยุคของนบีอีซา : ความยุติธรรมกลับมา และความเท็จถูกทำลาย
ในเศาะฮีห์อัลบุคอรีย์และเศาะฮีห์มุสลิม มีหะดีษเกี่ยวกับการลงมาของนบีอีซา อะลัยฮิสสลาม โดยมีถ้อยคำสำคัญว่า
لَيَنْزِلَنَّ ابْنُ مَرْيَمَ حَكَمًا عَدْلًا
ความหมายคือ “อิบนุมัรยัมจะลงมาอย่างแน่นอนในฐานะผู้ตัดสินที่ยุติธรรม” และในรายงานเดียวกันกล่าวต่อว่า ท่านจะทำลายกางเขน ฆ่าหมู ยกเลิกญิซยะฮ์ และทรัพย์สินจะมากมายจนไม่มีใครรับ
คำว่า حَكَمًا عَدْلًا มีความหมายลึกมาก เพราะมันบอกว่า การลงมาของนบีอีซาไม่ใช่เพียงสัญญาณใหญ่ของวันสิ้นโลกเท่านั้น แต่เป็นการกลับคืนของ “การตัดสินด้วยสัจธรรม” หลังจากยุคแห่งความสับสนและความเท็จ โดยเฉพาะหลังการกำจัดดัจญาล โลกย่อมก้าวเข้าสู่ระยะที่สงบกว่าช่วงแห่งฟิตนะฮ์ก่อนหน้าอย่างชัดเจน
ความสงบทางสังคม : ถึงขั้นไม่มีความคับแค้นระหว่างคนสองคน
หะดีษอีกบทหนึ่งในเศาะฮีห์มุสลิม จากรายงานของอันนะวาส บิน สัมอาน และอีกสายหนึ่งกล่าวถึงช่วงหลังการกำจัดดัจญาลและหลังนบีอีซาลงมา ว่าผู้คนจะมีชีวิตอยู่ช่วงหนึ่งด้วยสภาพที่สงบอย่างยิ่ง จน“ไม่มีความคับแค้นระหว่างคนสองคน” ถ้อยคำนี้สะท้อนความสงบทางสังคมในระดับลึก ไม่ใช่เพียงการหยุดสงคราม แต่รวมถึงการลดลงของความบาดหมางในหัวใจมนุษย์ด้วย
ดังนั้น หากมีผู้ใดกล่าวว่า ยุคสุดท้ายมีแต่การแตกแยกและการเกลียดชังเพียงอย่างเดียว คำกล่าวนั้นย่อมไม่สอดคล้องกับหะดีษทั้งหมด เพราะยังมีตัวบทที่บอกถึงช่วงเวลาที่สังคมมนุษย์ได้รับความสงบอย่างเห็นได้ชัดภายใต้การกำหนดของอัลลอฮ์
การคืนบะเราะกะฮ์แก่แผ่นดิน
ในเศาะฮีห์มุสลิม มีหะดีษยาวเรื่องดัจญาล นบีอีซา และยะอ์ญูจญ์มะอ์ญูจญ์ ซึ่งตอนหนึ่งกล่าวว่า หลังจากอัลลอฮ์ทรงชำระแผ่นดินแล้ว จะมีการกล่าวแก่แผ่นดินว่า
أَنْبِتِي ثَمَرَتَكِ وَرُدِّي بَرَكَتَكِ
ความหมายคือ “จงงอกผลผลิตของเจ้า และจงคืนบะเราะกะฮ์ของเจ้าออกมา” จากนั้นหะดีษก็กล่าวถึงผลทับทิมลูกใหญ่และน้ำนมที่เพียงพอแก่คนจำนวนมาก
นี่คือหนึ่งในตัวบทที่ชัดที่สุดว่า ยุคสุดท้ายบางช่วงเป็นยุคแห่งความอุดมสมบูรณ์อย่างแท้จริง ไม่ใช่แค่มั่งคั่งเชิงตัวเลข แต่เป็น “บะเราะกะฮ์” ที่กลับคืนสู่โลก ทั้งในพืชผล อาหาร และการดำรงชีวิต ภาพนี้อยู่ตรงข้ามกับภาพของโลกที่แห้งแล้ง วิกฤต และทรุดโทรม จึงยิ่งย้ำว่าการอ่านยุคสุดท้ายอย่างถูกต้องต้องอ่านให้ครบทุกด้าน
ความอุดมสมบูรณ์ในยุคอีซาเชื่อมกับความยุติธรรม ไม่ใช่เพียงความสบายทางวัตถุ
น่าสังเกตว่า หะดีษเหล่านี้มักเชื่อม “ความอุดมสมบูรณ์” เข้ากับ “ความยุติธรรม” เสมอ กล่าวคือ เมื่อมีผู้ปกครองที่ยุติธรรม ความเท็จถูกทำลาย ดัจญาลถูกกำจัด และสังคมกลับสู่การตัดสินตามสัจธรรม ความมั่นคงและความสมบูรณ์ทางทรัพยากรก็ตามมาในลำดับถัดไป นี่คือบทเรียนสำคัญว่า ในมุมมองอิสลาม ความสมบูรณ์ของโลกมิได้แยกขาดจากคุณธรรม ความยุติธรรม และการเชื่อฟังอัลลอฮ์
เมื่อรวบรวมหะดีษทั้งหมดเข้าด้วยกัน จะเห็นได้อย่างชัดเจนว่า ยุคสุดท้ายในอิสลามมิใช่เส้นตรงของความวุ่นวายด้านเดียว แต่เป็นลำดับเหตุการณ์ที่มีทั้งช่วงแห่งฟิตนะฮ์หนักหน่วง และช่วงแห่งความสงบ ความยุติธรรม และความอุดมสมบูรณ์ด้วย
หะดีษเกี่ยวกับอัลมะห์ดีชี้ถึงการฟื้นคืนของความยุติธรรม หะดีษเกี่ยวกับนบีอีซาชี้ถึงการกลับมาของการตัดสินด้วยสัจธรรมและการทำลายความเท็จ
ส่วนหะดีษเรื่องทรัพย์สินล้นเหลือและการคืนบะเราะกะฮ์แก่แผ่นดิน ก็ยืนยันว่าก่อนวันกิยามะฮ์จะมาถึง ยังมีช่วงเวลาที่โลกได้รับความสมบูรณ์และความร่มเย็นอย่างเด่นชัด
เพราะฉะนั้น มุสลิมไม่ควรมองปลายกาลด้วยสายตาแห่งความสิ้นหวังหรือความตื่นตระหนกฝ่ายเดียว แต่ต้องมองด้วยความรู้และความสมดุลว่า อัลลอฮ์ทรงสลับระหว่างฟิตนะฮ์กับฟัร็อจ ระหว่างการทดสอบกับความเมตตา ระหว่างความอธรรมกับการยกสูงของความยุติธรรม เพื่อให้ผู้ศรัทธาเข้าใจว่าอำนาจทั้งหมดอยู่ในพระหัตถ์ของพระองค์ และสัจธรรมจะมีช่วงเวลาที่ถูกยกสูงขึ้นอีกครั้งก่อนสิ้นสุดโลกนี้