บทบาทของมุสลิมในยุคแห่งความขัดแย้ง
  จำนวนคนเข้าชม  57

ความเจ็บปวดของประชาชาติอิสลาม และบทบาทของมุสลิมในยุคแห่งความขัดแย้ง

 

เรียบเรียงโดย   อิสมาอีล  กอเซ็ม  

 

มวลการสรรเสริญเป็นเอกสิทธิ์ของอัลลอฮฺผู้อภิบาลแห่งสากลโลก  

     ประชาคมมุสลิมทั่วโลกกำลังเผชิญกับสถานการณ์ที่หนักหน่วงและซับซ้อน ไม่ว่าจะเป็นความรุนแรงอันยืดเยื้อในปาเลสไตน์ การสู้รบในซูดาน หรือความปั่นป่วนทางการเมืองในซีเรีย เหตุการณ์เหล่านี้ไม่ใช่เพียงบาดแผลของประเทศหนึ่งประเทศใด แต่เป็นความเจ็บปวดของประชาชาติอิสลามทั้งหมด  เพราะความทุกข์ของพี่น้องมุสลิมที่ใด ย่อมสะท้อนสู่หัวใจของมุสลิมที่มีศรัทธาทุกคน

 

     อย่างไรก็ตาม แม้จะเจ็บปวดร่วมกัน แต่ บทบาทของแต่ละกลุ่มในสังคมมุสลิมย่อมแตกต่างกันตามขอบเขตหน้าที่และความสามารถ ซึ่งศาสนาได้วางหลักการไว้อย่างชัดเจนว่าการปฏิบัติหน้าที่ตามภาระของตนคือส่วนหนึ่งของการฟื้นฟูประชาชาติอิสลาม

 

 

1. บทบาทของประชาชนทั่วไป : ความจริงใจและสิ่งที่ทำได้

 

     มุสลิมส่วนใหญ่บนโลกไม่ได้อยู่ในจุดที่มีอำนาจตัดสินในระดับการเมืองระหว่างประเทศ สิ่งที่ประชาชนทั่วไปทำได้และถูกเรียกร้องให้ทำคือ 

♦- ดุอาอ์ ขอให้ผู้ถูกกดขี่ได้รับการช่วยเหลือ

♦- บริจาค ตามกำลังเพื่อบรรเทาทุกข์ด้านมนุษยธรรม

♦- เผยแพร่ความจริง อย่างมีสติและรับผิดชอบ

♦- ไม่ช่วยส่งเสริมกระแสความเกลียดชังหรือข่าวลวง ที่ทำให้ความขัดแยงเพิ่มขึ้น

     อิสลามไม่ได้บังคับให้มุสลิมทำสิ่งที่เกินความสามารถ แต่อัลลอฮฺทรงเรียกร้องให้มุสลิม ไม่ละเลยในสิ่งที่ตนทำได้จริง

 

 

2. บทบาทของผู้นำรัฐ : การเคลื่อนไหวที่ต้องอาศัยสติและความรับผิดชอบ

 

     ผู้นำของประเทศมุสลิมมีบทบาทที่แตกต่างจากประชาชนทั่วไป พวกเขาต้อง ดำเนินการทางการทูตและการเมืองด้วยความระมัดระวัง รักษาผลประโยชน์และความมั่นคงของประชาชนในประเทศ สร้างความร่วมมือระหว่างรัฐมุสลิม ตัดสินบนพื้นฐานข้อมูลที่รอบด้าน ไม่ใช่อารมณ์หรือแรงกดดันจากสังคมเพียงชั่ววูบ

 

     บางครั้งประชาชนอาจรู้สึกว่าผู้นำเคลื่อนไหวช้าหรือไม่ตอบสนองตามที่คาดหวัง แต่ความเป็นจริงคือ ทุกการตัดสินใจของผู้นำมีความเสี่ยงที่อาจส่งผลต่อความสงบสุขในประเทศได้ จึงจำเป็นต้องดำเนินการด้วยสติและความละเอียดรอบคอบ

 

 

3. บทบาทของนักวิชาการและผู้รู้ศาสนา : ผู้รักษาหัวใจของประชาชาติ

 

     ในบรรดากลุ่มต่าง ๆ ในสังคมมุสลิม นักวิชาการคือผู้ที่มีภาระหนักที่สุด เพราะคำพูดของพวกเขาส่งผลโดยตรงต่อความคิดของประชาชน หากชี้นำถูกทาง สังคมก็สงบและเข้มแข็ง แต่หากชี้นำผิดพลาด ความแตกแยกและความเกลียดชังก็เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว

 

     อิสลามให้เกียรตินักวิชาการว่าเป็น “وَرَثَةُ الأَنْبِيَاءِ” — ผู้สืบทอดภารกิจของบรรดานบี  ซึ่งหมายความว่า พวกเขาต้องนำพาผู้คนสู่สันติภาพ ส่งเสริมเอกภาพของสังคม ใช้ความรู้เพื่อเยียวยา ไม่ใช่เพื่อทำร้าย และตักเตือนด้วยความเมตตา ไม่ใช่ด้วยความโกรธหรืออารมณ์

 

     แต่ในปัจจุบัน เรากลับเห็นปรากฏการณ์ที่น่าเศร้า คือ นักวิชาการบางกลุ่มหมกมุ่นกับการตำหนิผู้นำของโลกมุสลิม ใช้ถ้อยคำรุนแรง ปลุกอารมณ์โกรธเกลียดต่อผู้นำต่างประเทศ ขณะที่ ปัญหาในบ้านของตนเองกลับไม่กล้าพูดถึง เช่น ยาเสพติดระบาด,ความเสื่อมทางศีลธรรม,ปัญหาครอบครัว,ความอยุติธรรมในสังคม

 

      สังคมจึงเกิดคำถามว่า : ทำไมเราตำหนิบ้านคนอื่นเก่ง แต่ปัญหาในประเทศของเราเองกลับเงียบสนิท?

     นักวิชาการที่ปลุกปั่นความเกลียดชัง : ปัญหาที่ทำลายสังคมจากภายใน

     เมื่อผู้รู้ใช้เวทีของตนเพื่อโจมตีผู้นำต่างประเทศ และปลุกปั่นให้ประชาชนเกลียดชัง ผลที่เกิดขึ้นคือ ความแตกแยกภายในสังคม,ความไม่ไว้วางใจต่อสถาบัน,การขยายตัวของแนวคิดหัวรุนแรง,การเข้าใจศาสนาผิดว่าการด่าผู้นำเป็นอีมาน

     ทั้งที่ท่านนบี ﷺ สอนไว้อย่างชัดเจนว่า การตักเตือนผู้นำต้องทำด้วยความลับและความเมตตา ไม่ใช่ต่อหน้าผู้คนเพื่อสร้างความอับอายและความโกรธแค้น

     การปลุกปั่นทำให้ประชาชนเข้าใจผิดว่า “การต่อต้านผู้นำคือความศรัทธา” ทั้งที่ศาสนาสอนไปในทางตรงกันข้ามว่า เอกภาพของสังคมสำคัญยิ่งกว่าความพอใจส่วนบุคคล

 

 

4. ปัญหาสองมาตรฐาน : เงียบต่อความชั่วในบ้าน แต่ด่าผู้นำประเทศอื่น

 

     เมื่อเราวิจารณ์ผู้นำของประเทศอื่นอย่างรุนแรง แต่กลับไม่กล้าพูดถึงปัญหาที่เกิดขึ้นในบ้านเราเอง นั่นไม่ใช่ความยุติธรรม และไม่ใช่คุณสมบัติของนักวิชาการที่แท้จริง

ท่านนบี ﷺ กล่าวว่า “ผู้ศรัทธาเป็นกระจกของผู้ศรัทธา”

     หมายถึงการสะท้อนความจริงด้วยความจริงใจ การละเลยต่อปัญหาในบ้าน แต่ใช้ศาสนาเป็นเครื่องมือโจมตีบ้านคนอื่น

     ไม่อาจเรียกว่าเป็นการรับใช้ประชาชาติ การรับผิดชอบต่อหน้าที่ของตนคือกุญแจสู่การฟื้นฟูประชาชาติ

 

     ประชาชาติอิสลามจะเข้มแข็งได้ก็ต่อเมื่อ  ประชาชนปฏิบัติหน้าที่ของตนด้วยความจริงใจ  ผู้นำใช้สติและความรอบคอบในการตัดสินใจ นักวิชาการชี้นำสังคมด้วยสติปัญญาและเมตตา ไม่ใช่ความโกรธเกลียดหรืออารมณ์ทางการเมือง การฟื้นฟูอุมมะฮ์เริ่มต้นจากการทำหน้าที่ตามบทบาทของตนอย่างถูกต้องและยุติธรรม

 

เมื่อภายในประเทศมีความสงบและสามัคคี โลกอิสลามก็จะแข็งแกร่งขึ้นในเวทีนานาชาติอย่างแท้จริง