
ความเจ็บปวดของประชาชาติอิสลาม และบทบาทของมุสลิมในยุคแห่งความขัดแย้ง
เรียบเรียงโดย อิสมาอีล กอเซ็ม
มวลการสรรเสริญเป็นเอกสิทธิ์ของอัลลอฮฺผู้อภิบาลแห่งสากลโลก
ประชาคมมุสลิมทั่วโลกกำลังเผชิญกับสถานการณ์ที่หนักหน่วงและซับซ้อน ไม่ว่าจะเป็นความรุนแรงอันยืดเยื้อในปาเลสไตน์ การสู้รบในซูดาน หรือความปั่นป่วนทางการเมืองในซีเรีย เหตุการณ์เหล่านี้ไม่ใช่เพียงบาดแผลของประเทศหนึ่งประเทศใด แต่เป็นความเจ็บปวดของประชาชาติอิสลามทั้งหมด เพราะความทุกข์ของพี่น้องมุสลิมที่ใด ย่อมสะท้อนสู่หัวใจของมุสลิมที่มีศรัทธาทุกคน
อย่างไรก็ตาม แม้จะเจ็บปวดร่วมกัน แต่ บทบาทของแต่ละกลุ่มในสังคมมุสลิมย่อมแตกต่างกันตามขอบเขตหน้าที่และความสามารถ ซึ่งศาสนาได้วางหลักการไว้อย่างชัดเจนว่าการปฏิบัติหน้าที่ตามภาระของตนคือส่วนหนึ่งของการฟื้นฟูประชาชาติอิสลาม
1. บทบาทของประชาชนทั่วไป : ความจริงใจและสิ่งที่ทำได้
มุสลิมส่วนใหญ่บนโลกไม่ได้อยู่ในจุดที่มีอำนาจตัดสินในระดับการเมืองระหว่างประเทศ สิ่งที่ประชาชนทั่วไปทำได้และถูกเรียกร้องให้ทำคือ
♦- ดุอาอ์ ขอให้ผู้ถูกกดขี่ได้รับการช่วยเหลือ
♦- บริจาค ตามกำลังเพื่อบรรเทาทุกข์ด้านมนุษยธรรม
♦- เผยแพร่ความจริง อย่างมีสติและรับผิดชอบ
♦- ไม่ช่วยส่งเสริมกระแสความเกลียดชังหรือข่าวลวง ที่ทำให้ความขัดแยงเพิ่มขึ้น
อิสลามไม่ได้บังคับให้มุสลิมทำสิ่งที่เกินความสามารถ แต่อัลลอฮฺทรงเรียกร้องให้มุสลิม ไม่ละเลยในสิ่งที่ตนทำได้จริง
2. บทบาทของผู้นำรัฐ : การเคลื่อนไหวที่ต้องอาศัยสติและความรับผิดชอบ
ผู้นำของประเทศมุสลิมมีบทบาทที่แตกต่างจากประชาชนทั่วไป พวกเขาต้อง ดำเนินการทางการทูตและการเมืองด้วยความระมัดระวัง รักษาผลประโยชน์และความมั่นคงของประชาชนในประเทศ สร้างความร่วมมือระหว่างรัฐมุสลิม ตัดสินบนพื้นฐานข้อมูลที่รอบด้าน ไม่ใช่อารมณ์หรือแรงกดดันจากสังคมเพียงชั่ววูบ
บางครั้งประชาชนอาจรู้สึกว่าผู้นำเคลื่อนไหวช้าหรือไม่ตอบสนองตามที่คาดหวัง แต่ความเป็นจริงคือ ทุกการตัดสินใจของผู้นำมีความเสี่ยงที่อาจส่งผลต่อความสงบสุขในประเทศได้ จึงจำเป็นต้องดำเนินการด้วยสติและความละเอียดรอบคอบ
3. บทบาทของนักวิชาการและผู้รู้ศาสนา : ผู้รักษาหัวใจของประชาชาติ
ในบรรดากลุ่มต่าง ๆ ในสังคมมุสลิม นักวิชาการคือผู้ที่มีภาระหนักที่สุด เพราะคำพูดของพวกเขาส่งผลโดยตรงต่อความคิดของประชาชน หากชี้นำถูกทาง สังคมก็สงบและเข้มแข็ง แต่หากชี้นำผิดพลาด ความแตกแยกและความเกลียดชังก็เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว
อิสลามให้เกียรตินักวิชาการว่าเป็น “وَرَثَةُ الأَنْبِيَاءِ” — ผู้สืบทอดภารกิจของบรรดานบี ซึ่งหมายความว่า พวกเขาต้องนำพาผู้คนสู่สันติภาพ ส่งเสริมเอกภาพของสังคม ใช้ความรู้เพื่อเยียวยา ไม่ใช่เพื่อทำร้าย และตักเตือนด้วยความเมตตา ไม่ใช่ด้วยความโกรธหรืออารมณ์
แต่ในปัจจุบัน เรากลับเห็นปรากฏการณ์ที่น่าเศร้า คือ นักวิชาการบางกลุ่มหมกมุ่นกับการตำหนิผู้นำของโลกมุสลิม ใช้ถ้อยคำรุนแรง ปลุกอารมณ์โกรธเกลียดต่อผู้นำต่างประเทศ ขณะที่ ปัญหาในบ้านของตนเองกลับไม่กล้าพูดถึง เช่น ยาเสพติดระบาด,ความเสื่อมทางศีลธรรม,ปัญหาครอบครัว,ความอยุติธรรมในสังคม
สังคมจึงเกิดคำถามว่า : ทำไมเราตำหนิบ้านคนอื่นเก่ง แต่ปัญหาในประเทศของเราเองกลับเงียบสนิท?
นักวิชาการที่ปลุกปั่นความเกลียดชัง : ปัญหาที่ทำลายสังคมจากภายใน
เมื่อผู้รู้ใช้เวทีของตนเพื่อโจมตีผู้นำต่างประเทศ และปลุกปั่นให้ประชาชนเกลียดชัง ผลที่เกิดขึ้นคือ ความแตกแยกภายในสังคม,ความไม่ไว้วางใจต่อสถาบัน,การขยายตัวของแนวคิดหัวรุนแรง,การเข้าใจศาสนาผิดว่าการด่าผู้นำเป็นอีมาน
ทั้งที่ท่านนบี ﷺ สอนไว้อย่างชัดเจนว่า การตักเตือนผู้นำต้องทำด้วยความลับและความเมตตา ไม่ใช่ต่อหน้าผู้คนเพื่อสร้างความอับอายและความโกรธแค้น
การปลุกปั่นทำให้ประชาชนเข้าใจผิดว่า “การต่อต้านผู้นำคือความศรัทธา” ทั้งที่ศาสนาสอนไปในทางตรงกันข้ามว่า เอกภาพของสังคมสำคัญยิ่งกว่าความพอใจส่วนบุคคล
4. ปัญหาสองมาตรฐาน : เงียบต่อความชั่วในบ้าน แต่ด่าผู้นำประเทศอื่น
เมื่อเราวิจารณ์ผู้นำของประเทศอื่นอย่างรุนแรง แต่กลับไม่กล้าพูดถึงปัญหาที่เกิดขึ้นในบ้านเราเอง นั่นไม่ใช่ความยุติธรรม และไม่ใช่คุณสมบัติของนักวิชาการที่แท้จริง
ท่านนบี ﷺ กล่าวว่า “ผู้ศรัทธาเป็นกระจกของผู้ศรัทธา”
หมายถึงการสะท้อนความจริงด้วยความจริงใจ การละเลยต่อปัญหาในบ้าน แต่ใช้ศาสนาเป็นเครื่องมือโจมตีบ้านคนอื่น
ไม่อาจเรียกว่าเป็นการรับใช้ประชาชาติ การรับผิดชอบต่อหน้าที่ของตนคือกุญแจสู่การฟื้นฟูประชาชาติ
ประชาชาติอิสลามจะเข้มแข็งได้ก็ต่อเมื่อ ประชาชนปฏิบัติหน้าที่ของตนด้วยความจริงใจ ผู้นำใช้สติและความรอบคอบในการตัดสินใจ นักวิชาการชี้นำสังคมด้วยสติปัญญาและเมตตา ไม่ใช่ความโกรธเกลียดหรืออารมณ์ทางการเมือง การฟื้นฟูอุมมะฮ์เริ่มต้นจากการทำหน้าที่ตามบทบาทของตนอย่างถูกต้องและยุติธรรม
เมื่อภายในประเทศมีความสงบและสามัคคี โลกอิสลามก็จะแข็งแกร่งขึ้นในเวทีนานาชาติอย่างแท้จริง