
หัวใจที่ตื่นรู้รับการมาเยือนของเราะมะฎอน
อบูชะฮ์มี่ อนัส ลีบำรุง
ขอเตือนตัวของผมเองและพี่น้องให้มีความยำเกรงต่ออัลลอฮฺอย่างแท้จริง เพราะมันจะเป็นเสบียงที่ดียิ่งทั้งในดุนยาและวันอาคิเราะห์
วันเวลาได้หมุนเวียนเปลี่ยนผ่าน นำพาพวกเราก้าวเข้าสู่ร่มเงาของช่วงเวลาที่ประเสริฐที่สุดในรอบปีอีกครั้ง หัวใจของผู้ศรัทธา ณ ขณะนี้ ต่างพองโตและจดจ่ออยู่กับการการมาเยือนของเดือนเราะมะฎอนอันประเสริฐ ความรู้สึกตื่นเต้นและปีติยินดีต่อเดือนนี้ ไม่ใช่เรื่องใหม่ที่เพิ่งเกิดขึ้นในยุคของเรา แต่ทว่ามันคือแบบฉบับที่ถูกปลูกฝังมาตั้งแต่ยุคแรกเริ่มของอิสลาม เพราะในสมัยที่ท่านนบี มุหัมมัด ﷺ มีชีวิตอยู่นั้นได้แจ้งข่าวดีและย้ำเตือนแก่บรรดาศอฮาบะฮ์ของท่านถึงการมาของเดือนนี้เพื่อให้ให้บรรดาศอฮาบะฮ์เตรียมตัวถึงการมาของอาคันตุกะที่มีเกียรติที่สุด
ในบันทึกของ นะซาอีย์และอะห์มัด จากอบูฮุร็อยเราะฮ์ รอฏิยัลลอฮุ กล่าวว่า :
قد جاءكم شهر رمضان؛ شهرٌ مبارك
“แท้จริงเดือนเราะมะฎอนได้มายังพวกท่านแล้ว เป็นเดือนอันทรงจำเริญยิ่ง”
ในวันนี้ الحمد لله เรานับได้ว่าอยู่ในช่วงต้นของเดือนเราะมะฎอน ขอชุโก้รต่ออัลลอฮ์ที่ให้เรามีลมหายใจอยู่ในเดือนนี้ รากฐานสำคัญลำดับแรกเลยคือ การตั้งเจตนา (เนียต) และความมุ่งมั่นในการทำความดี
โดยครั้งหนึ่งอิหม่ามอะห์มัดเคยกล่าวกับบุตรชายของท่านคืออับดุลลอฮ์ว่า
"يا بنيّ انوِ الخير، فإنك لا تزال بخير ما نويت الخير"
"ลูกเอ๋ย จงตั้งเจตนาที่จะทำความดี เพราะเจ้าจะยังคงอยู่ในความดี ตราบเท่าที่เจ้าตั้งใจทำความดี"
ครั้งที่อิบนุ มุฟลิฮ์ ได้นำคำพูดของอิหม่ามอะห์มัดมานำเสนอท่านได้พูดต่อท้ายว่า นี่คือวะศียัตคำสั่งเสียที่ยิ่งใหญ่มากสำหรับพ่อผู้เปี่ยมไปด้วยความเมตตาต่อลูกอย่างมากล้นเหลือทั้งในเนื่องของดุนยาและอาคีเราะฮ์
การตั้งใจทำความดีเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่ เพราะเจตนาของผู้ศรัทธานั้นสำคัญยิ่งกว่าการกระทำ หากใครตั้งใจทำความดีแต่มีอุปสรรค เช่น การเจ็บป่วยหรือเหตุขัดข้องทำให้ไม่ว่าง อัลลอฮ์จะทรงตอบแทนเขาตามเจตนาแม้จะไม่ได้ทำก็ตาม
ในบันทึกของบุคคอรีย์ ตาบีอี อิบราฮิม อบู อิสมาอิล อัล-ซักซากีย์ รายงานว่า ตาบีอีสองท่านคือ อบู บูร์ดะฮ์ อิบนุ อบี มูซา อัลอัชอะรีย์ และยาซิด อิบนุ อบี กั๊บชะ ได้ออกเดินทางไปด้วยกัน ยาซิดได้ถือศีลอดโดยซุนนะฮ์ (تطوعا-ภาคสมัครใจ)ขณะเดินทาง และอบู บูร์ดะฮ์ได้บอกเขาว่า เขาได้ยินอบู มูซา อัล-อัชอะรี กล่าวหลายครั้งว่า : : ท่านนบี (ﷺ) กล่าวว่า :
إذا مرضَ العبدُ أو سافرَ كتبَ لَهُ من العملِ ما كانَ يعملُهُ وَهوَ صحيحٌ مقيمٌ
"เมื่อบ่าวป่วยหรือเดินทาง จะถูกบันทึกผลบุญให้เขาเหมือนกับที่เขาทำในยามปกติ"
أخرجه البخاري (2996)
ความหมายก็คือผู้ใดเคยทำความดี เช่น การละหมาดโดยสมัครใจ หรือการถือศีลอดโดยสมัครใจ หรือสิ่งอื่นที่คล้ายคลึงกัน แล้วต่อมามีเหตุให้ต้องเดินทางหรือเจ็บป่วยทำให้ไม่สามารถทำความดีนั้นได้ พระเจ้าจะประทานรางวัลแก่เขาเท่ากับรางวัลที่เขาเคยทำเมื่อขณะมีสุขภาพแข็งแรงและอยู่ที่บ้าน
อีกหะดีษบทหนึ่ง ท่านนบี (ﷺ) กล่าวว่า :
مَن هَمَّ بحَسَنَةٍ فَلَمْ يَعْمَلْها، كُتِبَتْ له حَسَنَةً، ومَن هَمَّ بحَسَنَةٍ فَعَمِلَها، كُتِبَتْ له عَشْرًا إلى سَبْعِ مِئَةِ ضِعْفٍ،
"ผู้ใดตั้งใจทำความดีแต่ไม่ได้ทำจะถูกบันทึกให้หนึ่งความดี
และผู้ใดตั้งใจทำและได้ทำจะถูกบันทึกให้สิบเท่าถึงเจ็ดร้อยเท่า"
أخرجه مسلم (130)
นี่คือความเมตตาของอัลลอฮ์ ที่ทรงมีให้กับประชาชาติของท่านนบี ﷺ ที่มีอายุขัยสั้นเมื่อเทียบกับประชาชาติก่อนหน้า เช่น นูห์ (อะลัยฮิสลาม) ที่ใช้เวลาเชิญชวนกลุ่มชนถึง 950 ปี บางรายงานว่า นบีนูห์ มีอายุ 1050 ด้วยเหตุนี้การตั้งเจตนาที่ดีจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพราะแม้จะทำไม่ได้ด้วยเหตุสุดวิสัย ก็ยังได้รับผลบุญนั้น นี่คือสิ่งที่มาทดแทนที่พระองค์ให้เฉพาะสำหรับพวกเรา
เป็นที่ทราบกันดีว่า อายุขัยของประชาชาติท่านนบีมุหัมมัด (ﷺ) นั้น เฉลี่ยแล้วอยู่เพียงแค่ 60-70 ปีเท่านั้น ด้วยเวลาชีวิตที่มีจำกัดนี้เองสิ่งที่จะมาช่วยยกระดับผลบุญของเราให้เพิ่มพูนและมหาศาลได้ ก็คือ 'การตั้งเจตนา อันบริสุทธิ์'
ดังนั้นจุดประสงค์สำคัญที่ย้ำเตือนในวันนี้ ก็เพื่อเชิญชวนให้พวกเราทุกคน เริ่มต้นก้าวเข้าสู่ช่วงเวลาอันประเสริฐนี้ ด้วยหัวใจที่มุ่งมั่น และตั้งเจตนาอย่างแน่วแน่ที่จะกอบโกยคุณงามความดีให้ถึงที่สุด
เมื่อมีรากฐานแรกแล้วรากฐานที่สองซึ่งไม่อาจแยกจากกันได้ คือการเรียนรู้สิ่งที่พึงปฏิบัติ และการตั้งเจตนาในสิ่งที่ศาสนาบัญญัติไว้ มุสลิมจึงควรแสวงหาความรู้ว่าสิ่งใดคือบทบัญญัติที่ต้องปฏิบัติในเดือนอันประเสริฐนี้ เพื่อจะได้ดำเนินตามอย่างถูกต้อง และตั้งเจตนาได้อย่างมั่นคงบริสุทธิ์
รากฐานนั้นก็คือการถือศีลอด : เป็นสิ่งที่ทุกคนทราบดีว่าเป็นข้อบังคับ (วาญิบ) สำหรับผู้ที่มีความสามารถ ดังที่อัลลอฮ์ตรัสว่า:
يَا أَيُّهَا الَّذِينَ آمَنُوا كُتِبَ عَلَيْكُمُ الصِّيَامُ كَمَا كُتِبَ عَلَى الَّذِينَ مِن قَبْلِكُمْ لَعَلَّكُمْ تَتَّقُونَ
“บรรดาผู้ศรัทธาทั้งหลาย! การถือศีลอด นั้นได้ถูกกำหนดแก่พวกเจ้าแล้ว
เช่นเดียวกับที่ได้ถูกกำหนดแก่บรรดาผู้ก่อนหน้าพวกเจ้ามาแล้ว เพื่อว่าพวกเจ้าจะได้ยำเกรง”
[ البقرة: 183]
โองการนี้บ่งบอกถึงคนที่มีความสามารถนั้นวาญิบจะต้องถือศีลอดและมันชัดเจนโดยไม่มีข้อโต้แย้งใดๆ เมื่อเป็นเช่นนี้เราต้องตรวจสอบตัวเองว่าเราอยู่ในข่ายที่จำเป็นต้องบวชใช่ไหม ถ้าหากว่าอยู่ในข่ายนี้ก็จำเป็นบนการถือศีลอดไม่มีการละเว้นใดๆ
เมื่อเราได้รักษาบทบัญญัติที่เป็นข้อบังคับอย่างครบถ้วนแล้ว ประตูแห่งความดีบานต่อไปที่เปิดรอเราอยู่ ซึ่งถือเป็นอิบาดะฮ์แรกที่ถูกส่งเสริมและเน้นย้ำอย่างมากในช่วงนี้ ก็คือ การละหมาดกิยามุลลัยล์ (ละหมาดกลางคืน/ตะรอเวียะห์) ท่านนบี ﷺ กล่าวว่า :
مَن قَامَ رَمَضَانَ إيمَانًا واحْتِسَابًا، غُفِرَ له ما تَقَدَّمَ مِن ذَنْبِهِ.
"ผู้ใดดำรงการละหมาดในเดือนเราะมะฎอนด้วยความศรัทธาและหวังผลบุญ
เขาจะได้รับการอภัยโทษในบาปที่ผ่านมา"
أخرجه مسلم (759)
และท่านนบี ﷺ ยังได้กล่าวเอาไว้ในหะดีษอีกบทว่า
مَن قَامَ لَيْلَةَ القَدْرِ إيمَانًا واحْتِسَابًا، غُفِرَ له ما تَقَدَّمَ مِن ذَنْبِهِ،
"ผู้ใดดำรงการละหมาดในคืนลัยละตุลก็อดร์ด้วยความศรัทธาและหวังผลบุญ
เขาจะได้รับการอภัยโทษในบาปที่ผ่านมา"
أخرجه البخاري (35)، ومسلم (760)
ในหะดีษทั้งสองบทนี้ มีข่าวดีอันยิ่งใหญ่ซ่อนอยู่ แต่กุญแจสำคัญที่จะทำให้เราได้รับสิทธิในการอภัยโทษนั้น อยู่ที่เงื่อนไขคำว่า "ด้วยความศรัทธา และหวังผลบุญ" คำนี้หมายความว่าอย่างไร?
การทำด้วย "ความศรัทธา" หมายถึง การที่เราลุกขึ้นมาทำอิบาดะฮ์ (ไม่ว่าจะเป็นการถือศีลอดหรือการยืนละหมาด) ด้วยความเชื่อมั่นอย่างเปี่ยมล้นต่อคำสั่งของอัลลอฮ์ ตระหนักถึงความสำคัญของบทบัญญัตินี้ และมีความเกรงกลัวต่อการลงโทษหากละทิ้งมันไปโดยไม่มีเหตุอันควร
ส่วนการทำด้วยการ "หวังผลบุญ" หมายถึง การมุ่งหวังรางวัลตอบแทน และการอภัยโทษจากอัลลอฮ์เพียงผู้เดียวเท่านั้น โดยปราศจากการโอ้อวด ซึ่งสิ่งเหล่านี้แหละครับ คือคุณลักษณะที่แท้จริงของผู้ศรัทธา
และนอกจากนี้ ท่านนบี ﷺ ยังได้ชี้ให้เห็นถึงความประเสริฐขั้นสูงสุด นั่นคือ "คืนลัยละตุลก็อดร์" ผู้ใดที่ทำให้ค่ำคืนอันเป็นมงคลนี้มีชีวิตชีวา ด้วยการยืนละหมาดและการอ่านอัลกุรอาน อัลลอฮ์จะทรงลบล้างความผิดบาปในอดีตของเขาทั้งหมด
แต่ว่ามีสิ่งหนึ่งที่ผู้ศรัทธาต้องระวังอย่างมากว่าการอภัยโทษอันมหาศาลนี้ จะครอบคลุมเฉพาะบาปที่เกี่ยวข้องระหว่างเรากับอัลลอฮ์เท่านั้น ยกเว้น "สิทธิของเพื่อนมนุษย์" (ฮักกุลอาดามีย์) หากเราไปล่วงละเมิด นินทา หรือคดโกงใครไว้ บาปส่วนนี้จะไม่ถูกยกเลิกไป จนกว่าเราจะได้รับการอภัยและความยินยอมจากบุคคลผู้ถูกละเมิดเสียก่อนครับ
เพื่อเป็นการตอกย้ำถึงความยิ่งใหญ่ของการอภัยโทษนี้ มาลองพินิจพิจารณาความเร้นลับทางภาษาในหะดีษบทนี้กันเหตุใดเล่าที่ผลแห่งการตอบแทน จึงถูกกล่าวขานด้วยรูปกริยาแห่งอดีต ดังคำว่า 'ฆุฟิร่อ' (غُفِرَ) ทั้งที่การให้อภัยนั้น เป็นสิ่งที่จะบังเกิดในภายภาคหน้า? ซุบฮานัลลอฮ์ (มหาบริสุทธิ์แด่อัลลอฮ์) แต่แท้จริงแล้วการเลือกใช้ถ้อยคำเช่นนี้ก็เพื่อเป็นการประกาศถึง 'ความสัจจริงที่มั่นคง' เพื่อให้หัวใจของผู้ศรัทธาประจักษ์แจ้งว่า การอภัยโทษนี้ต้องเกิดขึ้นอย่างเที่ยงแท้แน่นอน ประหนึ่งว่ามันได้เกิดขึ้นแล้วอย่างสมบูรณ์
ด้วยเหตุนี้จากสองหะดีษข้างต้นได้บอกเราอีกอย่างหนึ่งว่า เรานั้นจะได้รับการอภัยโทษจากบาปด้วย 2 สาเหตุใหญ่ๆในช่วงเราะมะฎอนด้วยกัน
1. คือการยืนละหมาดในยามค่ำคืนในทุกๆคืน
2. เมื่อเรายืนละหมาดในคืนลัยละตุ้ลก็อดร์
จึงจำเป็นแก่เราทุกคนต้องจัดระเบียบเรื่องการละหมาดในยามค่ำคืนให้ดี เนื่องจากเป็นแบบอย่างจากท่านร่อซูล ﷺ ได้กระทำไว้เป็นแบบอย่างและทำเรื่อยต่อกันมาจนมาถึงเรา ไม่ว่าจะเป็นการที่เราละหมาดคนเดียวหรือญะมาอะฮ์ก็ตามอย่าได้พลาดความดีในส่วนนี้
และจากความเมตตาอันกว้างขวางของอัลลอฮ์ที่มีถึงบ่าวผู้ศรัทธาอย่างเรา คือ ผลบุญของการละหมาดทั้งคืนโดยที่เราเพียงแค่ละหมาดในส่วนที่เป็นวาญิบของเราให้เป็นการละหมาดญะมาอะฮ์ก็ถือเป็นส่วนหนึ่งของการได้รับผลบุญเหมือนการละหมาดตลอดคืน
หะดีษบทหนึ่งในบันทึกของมุสลิม รายงานจาก ตาบีอี อับดุลเราะห์มาน อิบนุ อะบี อัมเราะห์ เล่าว่า อุสมาน อิบนุ อัฟฟาน ร.ฎ. ได้เข้าไปในมัสยิดหลังจากละหมาดมัฆริบแล้ว และนั่งอยู่คนเดียวเพือรอเวลาละหมาดอิชา เพื่อที่เขาจะได้ละหมาดร่วมกับคนอื่นๆ
อับดุลเราะห์มานกล่าวว่า “ฉันจึงนั่งลงข้างๆเขา” ราวกับว่านั่งลงเพื่อเรียนรู้จากและถามเขาถึงเหตุผลที่ท่าน อุสมาน นั่งรอ
ท่านอุสมานจึงกล่าวว่า “โอ้หลานชายของฉัน” ซึ่งหมายถึงความเป็นพี่น้องในศาสนาอิสลาม ไม่ใช่ความเป็นพี่น้องทางสายเลือด
หลังจากนั้นท่านอุสมาน ก็เล่าวว่า : ท่านนบี ﷺ ได้กล่าวว่า :
مَن صَلَّى العِشَاءَ في جَمَاعَةٍ فَكَأنَّما قَامَ نِصْفَ اللَّيْلِ، وَمَن صَلَّى الصُّبْحَ في جَمَاعَةٍ فَكَأنَّما صَلَّى اللَّيْلَ كُلَّهُ.
"ผู้ใดละหมาดอิชาเป็นญะมาอะห์เสมือนเขาละหมาดครึ่งคืน
และผู้ใดละหมาดฟัจญ์เป็นญะมาอะห์เสมือนเขาละหมาดตลอดทั้งคืน"
หะดีษบทนี้ส่งเสริมและกระตุ้นให้ผู้คนรักษาการละหมาดฟัจร์และอิชาร่วมกันเป็นญะมาอะฮ์ เหตุผลที่แยกละหมาดสองเวลานี้ออกมาเป็นพิเศษนั้น ก็เพราะความยากลำบากในการเดินทางไปมัสยิดในสองเวลาดังกล่าว เนื่องจากความมืดมิด ใกล้เวลานอน เวลาอยู่กับครอบครัวเพียงลำพัง
อิบาดะฮ์ถัดมาในช่วงเราะมะฎอน คือ การอ่านอัลกุรอ่าน ดั่งที่บรรดาอุลามาอ์ได้บอกเอาไว้ว่า ยุสตะฮับเป็นที่ชอบให้มีการอ่านกุรอ่านในเดือนเราะมะฎอน ดังที่อัลลอฮ์ได้ตรัสว่า :
شَهْرُ رَمَضَانَ الَّذِي أُنزِلَ فِيهِ الْقُرْآنُ هُدًى لِّلنَّاسِ وَبَيِّنَاتٍ مِّنَ الْهُدَىٰ وَالْفُرْقَانِ
“เดือนเราะมะฎอนนั้น เป็นเดือนที่อัลกุรอานถูกประทานลงมาเพื่อเป็นทางนำแก่มนุษย์และเป็นหลักฐานอันชัดเจน
และการจำแนกระหว่างความจริงกับความเท็จ”
[ البقرة: 185]
أن جبريل كان يعْرضُ عَلَى النَّبِيِّ صَلَّى اللَّهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ الْقُرْآنَ كُلَّ عَامٍ مَرَّةً ،فَعرضَ عَلَيْهِ مَرَّتَيْنِ فِي الْعَامِ الَّذِي قُبِضَ فيه
“แท้จริงท่านญิบรีลนั้น จะนำเสนอ(ทบทวน)อัลกุรอานต่อท่านนบี ﷺ หนึ่งครั้งในทุกเราะมะฎอน
นอกจากปีที่ท่านเสียชีวิต โดยในปีนั้นอัลกุรอานถูกนำเสนอ(ทบทวน)ให้แก่ท่านสองครั้ง”
[رواه البخاري]
บรรดาอุลามาอ์ได้อธิบายหะดีษบทนี้ว่า อย่างน้อยๆมุสลิมควรจะอ่านกุรอ่านจบอย่างน้อย1จบในเดือนเราะมะฎอน และแน่นอนว่าความประเสริฐความเมมตตาของอัลลอฮ์นั้นกว้างขวาง ด้วยเหตุนี้เองเราอย่าได้ห้ามจากตัวเราเองที่จะได้รับมาซึ่งสิ่งที่ดีๆจากพระองค์
ประการถัดมา : มีรายงานจากอบูฮุรอยเราะห์ (ร.ฎ.) ว่าท่านได้กล่าวถึงบรรดาศอฮาบะฮ์ของท่านรอซูล ﷺ ว่าพวกเขามักจะกล่าวว่า "เมื่อเข้าสู่เดือนเราะมะฎอน เราจะอยู่ติดมัสยิด เพื่อรักษาการถือศีลอดของเรา" สิ่งนี้บ่งชี้ว่าการอยู่ติดมัสยิดมีผลบุญอันยิ่งใหญ่ ณ ที่อัลลอฮ์ ﷻ แม้จะเป็นเพียงนาทีสั้นๆหลังละหมาดหรือก่อนละหมาด
และบุคคลหนึ่งจะยังคงอยู่ในสภาพละหมาด ตราบเท่าที่เขารอการละหมาด และมลาอิกะห์จะยังคงขอพรให้เขา ตราบเท่าที่เขายังไม่เสียน้ำละหมาดหรือไม่พูดคุย(เรื่องไร้สาระ) และหะดีษอื่นๆ อีกมากมาย ดังนั้น ทุกครั้งที่ท่านพำนักในมัสยิด แม้เพียงนาทีเดียว ท่านก็จะได้รับผลบุญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเราะมะฎอน
มีรายงานว่า อับดุลลอฮ์ บุตรของอุนัยส์ อัล-ญุฮานี เล่าจากพ่อของเขา (อุนัยส์ ร.ฎ.) ว่าเขามาหาท่านนบี ﷺ แล้วกล่าวว่า
"โอ้ท่านรอซูลุลลอฮ์ ฉันเป็นผู้นำกลุ่มชนในชนบท ขอให้ท่านกำหนดสักคืนที่ฉันจะมายังมัสยิดของท่าน"
ท่านนบี ﷺ จึงกล่าวแก่เขาว่า "จงมาในคืนที่ 23"
ลูกชายของเขา(อับดุลลอฮ์) เล่าว่า เมื่อถึงคืนที่ 23 พ่อของฉันจะผูกสัตว์พาหนะไว้ที่ประตูมัสยิดของท่านรอซูล และจะไม่ออกไปไหนเลยจนกว่าจะถึงเวลาละหมาดฟัจญ์ صحيح أبي داود
ด้วยเหตุนี้ ขั้นต่ำของความสมบูรณ์คือการเอี๊ยะติกาฟคือหนึ่งคืนเต็มหรือหนึ่งวันเต็ม ดังที่ท่านนบี ﷺ ได้ชี้แนะแก่อุนัยส์ในหะดีษบทนี้ ส่วนความสมบูรณ์ขั้นสูงสุดคือสิ่งที่ท่านนบี ﷺ กระทำ คือการเอี๊ยะติกาฟตลอด 10 วันสุดท้าย และนี่ก็ถือเป็นส่วนหนึ่งของการอยู่ติดมัสยิดเช่นกัน
เมื่อเราได้ทุ่มเท 'เวลาและร่างกาย' เพื่อผูกพันอยู่กับบ้านของอัลลอฮ์แล้ว สิ่งที่จะมาเติมเต็มความศรัทธาของเราให้สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้นก็คือ การเสียสละทรัพย์สิน ไม่ว่าจะเป็นทานที่เป็นข้อบังคับคือ "ซะกาต" หรือทานสมัครใจ (ศอดะเกาะห์)
มีรายงานจากอิบนุ อับบาส เล่าว่า
"ท่านนบี ﷺ เป็นผู้ที่ใจบุญที่สุดในหมู่มนุษย์ และท่านจะใจบุญที่สุดในเดือนเราะมะฎอน ยามที่ญิบรีลมาพบท่านเพื่อทบทวนอัลกุรอาน ท่านจะใจบุญยิ่งกว่าลมที่พัดผ่านมาเสียอีก"
และส่วนหนึ่งของความใจบุญในเราะมะฎอน สิ่งที่เกี่ยวข้องกับสิ่งที่ถูกบัญญัติไว้ ก็คือ "ซะกาต" มีรายงานจากท่านอุสมาน (ร.ฎ.) ว่าท่านกล่าวแก่บรรดามุสลิมว่า
هذا شهرُ زكاتِكم فمن كان عليه دينٌ
فليؤدِ دَينَه حتى تخلصَ أموالُكم فتؤدون منها الزكاةَ
"โอ้มุสลิมทั้งหลาย เดือนนี้เป็นเดือนแห่งซะกาตของพวกท่าน
ดังนั้นจงชำระหนี้สินของพวกท่าน และจงจ่ายซะกาตของพวกท่านเถิด"
แม้ความหมายที่แท้จริงของเดือนดังกล่าวจะอยู่ ณ ที่อัลลอฮ์ เพราะมีข้อถกเถียงกันว่าบ้างว่าเป็นเดือนเราะมะฎอน บ้างว่าเป็นเดือนมุฮัรรอม แต่บทเรียนอันล้ำค่าที่เราได้รับจากท่านอุสมาน คือการเร่งรีบทำทานและบริจาค ส่วนพี่น้องท่านใดที่ยังมีภาระ 'ซะกาต' ค้างชำระในรอบปี ก็ให้ถือเอาความประเสริฐของเดือนเราะมะฎอนนี้ เป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดนี้ในการชำระสิทธิของอัลลอฮ์และเพื่อนมนุษย์
นอกเหนือจากการบริจาคที่เป็นภาคบังคับแล้ว อีกหนึ่งช่องทางแห่งการเป็นผู้ให้ที่งดงามและประเสริฐยิ่งในเดือนนี้ ก็คือ 'การเลี้ยงอาหาร' มีรายงานว่าบรรดาศอฮาบะฮ์จะแข่งขันกันเลี้ยงอาหารในเดือนเราะมะฎอน
หลักฐานของเรื่องนี้มาจากสิ่งที่ท่านนบี ﷺ กล่าวว่า
"ผู้ใดเลี้ยงอาหารละศีลอดแก่ผู้ถือศีลอด เขาจะได้รับผลบุญเสมือนผู้ถือศีลอดนั้น"
คำว่า "เลี้ยงละศีลอด (ฟัฏฏ่อเราะ)" อาจหมายถึงอาหารมื้อใหญ่ต้นคืน(อาหารละศีลอด) หรืออาจหมายถึงอาหารใดๆก็ได้ อุลามาอ์บางท่านกล่าวไว้แบบนี้ แต่ความโปรดปรานของอัลลอฮ์นั้นกว้างขวาง และมนุษย์พึงคิดดีต่ออัลลอฮ์ ﷻ เพราะพระองค์นั้นทรงใจบุญยิ่งนัก
เมื่อเราได้เพียรพยายามสะสมผลบุญอันมากมาย จากทั้งการละหมาด การบริจาค และการเลี้ยงอาหารแล้ว สิ่งสำคัญที่สุดที่จะช่วย 'ปกป้อง' ผลบุญเหล่านั้นไม่ให้รั่วไหลหรือสูญสลายไป ก็คือประเด็นสุดท้ายนี้ครับ ซึ่งเป็นสิ่งที่บุคคลผู้ถือศีลอดต้องใส่ใจและระมัดระวังอย่างยิ่งยวด นั่นก็คือ "การรักษาลิ้น"
เราะมะฎอนไม่ได้สอนให้เราระวังแค่เพียง 'อาหารที่นำเข้าปาก' แต่ยังสอนให้เราระวัง 'คำพูดที่หลุดออกจากปาก' ด้วยเช่นกันแท้จริงบรรดาศอฮาบะฮ์นั้น พวกเขาจะให้ความสำคัญกับการรักษาลิ้นของพวกเขาเป็นอย่างมาก ดังที่มีรายงานว่า
ท่านนบี ﷺ เคยกล่าวตักเตือนสตรีสองนางที่ถือศีลอดแต่กลับพูดจานินทาผู้อื่นว่า:"นางทั้งสอง... ไม่ได้ถือศีลอด (อย่างแท้จริง) หรอก"
แม้ว่าหะดีษบทนี้ บรรดานักวิชาการจะมีข้อวิจารณ์ในเรื่องสายรายงานที่อ่อน (ฎ่ออีฟ) แต่ว่าบรรดานักวิชาการก็นิยมนำมาหยิบยก เพื่อเป็นอุทาหรณ์เตือนสติและตักเตือนให้ผู้ศรัทธาระมัดระวัง การนินทาและการใช้ลิ้นในทางที่ผิดนั้น สามารถให้การถือศีลอดของเขาผู้นั้นมีรอยขีดข่วนหรือเสียหายไปเลยก็ได้
ด้วยเหตุนี้มุสลิมพึงระมัดระวังในเวลากลางวันและกลางคืนของเราะมะฎอน เพราะกลางวันและกลางคืนนั้นเท่ากัน (ในแง่การสำรวมตน) พึงระวังที่จะรักษาลิ้นของเขา จากการด่าทอ สาปแช่ง นินทา ไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่ ไม่ว่าคนใกล้ชิดหรือคนไกล
การรักษาลิ้นนั้นสำคัญ คนจำนวนมากอาจเจอเรื่องที่ทำให้โกรธระหว่างทาง แล้วก็ด่าทอสาปแช่ง หรือเจอเรื่องในบ้านที่ทำให้โกรธ แล้วก็พูดจาหยาบคายกับลูกชายหรือลูกสาว แต่ดังที่ท่านนบี ﷺ กล่าวว่า
فإن سابَّهَ أحدٌ، أو قاتَلَه؛ فلْيقُلْ: إنِّي امرؤٌ صائِمٌ
"หากมีผู้ใดมาด่าทอเขา หรือชวนเขาทะเลาะ (ฆอ ตะละฮู)"
- คำว่า "قاتله" บางท่านว่าหมายถึงการโต้เถียง และบางท่านว่าหมายถึงการต่อสู้ทางกาย –
"ก็จงให้เขากล่าวว่า 'แท้จริงฉันกำลังถือศีลอด'"
رواه البخاري (1894)، ومسلم (1151) واللفظ له
บรรดาอุลามาอ์ได้ให้เหตุผลในเรื่องนี้ไว้ว่าหากเป็นการถือศีลอดฟัรฎูในเดือนเราะมะฎอน เป็นสิ่งที่ส่งเสริมให้เรา 'เอ่ยประโยคนี้ออกมาดังๆ' ครับ เพื่อเป็นการเตือนสติตัวเอง และเตือนสติฝ่ายตรงข้ามให้รู้ตัวว่าเราต่างก็กำลังอยู่ในห้วงเวลาแห่งความประเสริฐ
แต่หากเป็นการถือศีลอดสุนัตในวันอื่นๆ นักวิชาการบางท่านแนะนำให้กล่าวเบาๆ หรือกล่าวเตือนตัวเองในใจก็เพียงพอ เพื่อปกป้องความบริสุทธิ์ใจ (อิคลาส) ของเราเอาไว้... วัลลอฮุอะอฺลัม
พี่น้องผู้ศรัทธาที่มีอีหม่านต่ออัลลอฮ์ทุกท่าน การขัดเกลามารยาท การยับยั้งชั่งใจ และการตระหนักรู้ถึงคุณค่าของอิบาดะฮ์เหล่านี้แหละครับ คือแก่นแท้ที่จะทำให้เดือนเราะมะฎอนของเราสมบูรณ์แบบที่สุด
สุดท้ายนี้ขอดุอาอ์ต่ออัลลอฮ์ผู้ทรงยิ่งใหญ่ ขอพระองค์ทรงประทานทางนำ ความยำเกรง แก่พวกเราทุกคน และขอทรงประทานความรู้ที่ยังประโยชน์และหัวใจที่นอบน้อม และขอให้พระองค์ทรงพอพระทัยในตัวเราและบิดามารดาของเรา ขอทรงอภัยโทษในความผิดบาปของเรา ขอทรงปกปิดข้อตำหนิของเรา และขอทรงมองข้ามความชั่วของเรา
وَصَلَّى اللَّهُ عَلَى مُحَمَّدٍ وَعَلَى آلِهِ وَصَحْبِهِ وَسَلِّمْ تَسْلِيمًا كثيرا دَائِما إِلَى يَوْم الدّين.