ผู้รู้ ความรู้ การปฏิบัติ และการชี้นำสังคม
  จำนวนคนเข้าชม  51

ผู้รู้ ความรู้ การปฏิบัติ และการชี้นำสังคม

 

By One Muslimah

 

            ในสังคมมุสลิม “ผู้รู้” ถือเป็นเสาหลักที่สำคัญของการสร้างสังคมที่มั่นคง เข้มแข็ง และยั่งยืน ทั้งในด้านศาสนา การศึกษา และการพัฒนาสังคม ความรู้ในศาสนาอิสลามไม่ใช่เพียงการเรียนรู้ทฤษฎีหรือแค่หลักการ แต่ต้องเชื่อมโยงกับความศรัทธาและการปฏิบัติ รวมทั้งการชี้นำสังคมอย่างมีคุณธรรม

 

            1. ความสำคัญของผู้รู้ในสังคม

 

            บรรดาผู้รู้ (อุละมาอ์) มีบทบาทสำคัญในหลายด้าน อาทิ

· ♦ ให้ความรู้และคำแนะนำ แก่ผู้คนในสังคม ทั้งในเรื่องศาสนาและชีวิตประจำวัน

· ♦ เป็นแบบอย่างของการปฏิบัติที่ดี แสดงให้เห็นว่า ความรู้ต้องคู่กับการศรัทธาและการปฏิบัติ

· ♦ ชี้นำสังคมในด้านคุณธรรมและจริยธรรม ช่วยให้สังคมอยู่ร่วมกันอย่างสงบและเป็นธรรม

 

            อัลกุรอาน ได้กล่าวถึงความสำคัญของผู้รู้ และเปรียบเทียบสถานะของผู้รู้กับผู้ที่ไม่รู้ไว้ ความว่า

 

“ผู้ที่เขาเป็นผู้ภักดีในยามค่ำคืน ในสภาพของผู้สุญูด และผู้ยืนละหมาดโดยที่เขาหวั่นเกรงต่อโลกอาคิเราะฮฺ 

และหวังความเมตตาของพระเจ้าของเขา (จะเหมือนกับผู้ที่ตั้งภาคีต่ออัลลอฮฺกระนั้นหรือ?) 

จงกล่าวเถิด (มุฮัมมัด) บรรดาผู้รู้และบรรดาผู้ไม่รู้ จะเท่าเทียมกันหรือ? 

แท้จริงบรรดาผู้มีสติปัญญาเท่านั้นที่จะใคร่ครวญ 

(ซูเราะห์ อัซซุมัร 39:9)

 

“ดังนั้น ผู้ที่รู้ว่า แท้จริงสิ่งที่ถูกประทานแก่เจ้า จากพระเจ้าของเจ้านั้นเป็นความจริง 

จะเหมือนกับผู้ที่ตาบอดกระนั้นหรือ แท้จริงบรรดาผู้มีสติปัญญาเท่านั้นที่จะใคร่ครวญ”

(ซูเราะห์ อัรเราะอฺด์ 13:19)

 

            กุรอาน 2 โองการนี้สะท้อนให้เห็นภาพที่ชัดเจนว่า ผู้รู้ที่มีศรัทธา (อีหม่าน) มีความสำคัญ สามารถนำความรู้ไปสู่การปฏิบัติและชี้นำผู้อื่นได้ และผู้รู้กับผู้ที่ไม่รู้ย่อมมีสถานะและความประเสริฐที่ไม่เท่าเทียมกัน 

          เพราะผู้รู้ที่มีศรัทธา (อีหม่าน) ย่อมรู้จักอัลลอฮฺและมีความเข้าใจในสัจธรรมที่อัลลอฮฺประทานมาให้ รู้ว่าสิ่งใดเป็นความดีที่อัลลอฮฺทรงสั่งใช้สั่งห้าม 

         การปฏิบัติสิ่งใดที่เป็นความดีงามทำให้อัลลอฮฺทรงพอพระทัย หรือการกระทำใดที่ฝ่าฝืน เป็นความชั่ว ซึ่งทำให้พระองค์ทรงกริ้วโกรธ 

          ซึ่งต่างจากผู้ที่ไม่รู้ เพราะเมื่อไม่มีความรู้ย่อมไม่เข้าใจในสัจธรรม ปฏิบัติด้วยความไม่รู้หรือไม่ถูกต้อง หรือทำไปโดยไม่รู้ว่าสิ่งที่กระทำไปจะได้รับความดีหรือความชั่วอย่างไร  

 

 

            2. ความรู้และการปฏิบัติ

             

         ความรู้ในอิสลามแบ่งเป็นหลายมิติหลากหลายแขนง ผู้รู้จำเป็นต้องมีความรู้ทั้งทางศาสนา (เช่น อากีดะห์ ฟิกฮ์ อัลกุรอาน ฮะดิษ เป็นต้น) และความรู้ทางโลก (เช่น วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี สังคมศาสตร์ การบริหารจัดการ ธุรกิจ เป็นต้น) เพื่อให้รู้เท่าทันต่อการเปลี่ยนแปลงของสังคม 

        และที่สำคัญคือความรู้ที่แท้จริงต้องเชื่อมโยงกับการปฏิบัติ อีกทั้งผู้รู้ต้องสามารถถ่ายทอดความรู้และให้คำแนะนำแก่สังคมเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวก

          นอกจากนี้ การมีความรู้และนำความรู้ไปสู่ปฏิบัติ ต้องมีศรัทธา (อีหม่าน) เป็นตัวกำกับ เพราะการมีความรู้แต่หากไร้ซึ่งศรัทธา (อีหม่าน) ความรู้ย่อมไม่สมบูรณ์ และเช่นเดียวกันหากมีเพียงศรัทธา (อีหม่าน) แต่ไม่มีความรู้ ความศรัทธา (อีหม่าน) ก็หาได้มีความสมบูรณ์ไม่ 

 

            จากตัวอย่างที่กล่าวมาข้างต้น จะเห็นว่า การมีความรู้อย่างเดียวไม่เพียงพอ หากขาดการมีศรัทธา (อีหม่าน) และไม่ถูกนำไปสู่การปฏิบัติ ตัวอย่างเช่น เรียนรู้เรื่องซะกาต แต่ไม่จ่ายซะกาต ถือว่าความรู้นั้นไม่ครบถ้วน เรียนรู้ความสำคัญของการละหมาด แต่ละเลยหรือไม่รักษาละหมาด เป็นต้น 

          เพราะการปฏิบัติตามศรัทธา (อีหม่าน) เป็นเครื่องพิสูจน์ความรู้ และเป็นตัวอย่างชี้นำสังคมให้ผู้อื่นปฏิบัติตาม หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง ได้ว่า การปฏิบัติด้วยศรัทธา (อีหม่าน) เป็นหัวใจของความรู้

             

 

            3. การชี้นำสังคมโดยผู้รู้

 

            เมื่อผู้รู้ที่มีความรู้ความศรัทธา (อีหม่าน) ที่ถูกต้อง นำความรู้ไปปฏิบัติแล้ว ก็ต้องถ่ายทอดเผยแพร่ความรู้และชี้นำสังคมไปในทิศทางที่ถูกต้องผ่านวิธีการต่างๆ ที่สอดคล้องเหมาะสมกับบริบทของสังคม เพราะสังคมในยุคปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงต่างๆ เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว และการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวมาพร้อมกับสารพันปัญหาที่ล้วนแต่มีความสลับซับซ้อนมากขึ้น อาทิ

 

·♦ การให้คำปรึกษา ทั้งในเรื่องศาสนาและปัญหาชีวิต

·♦ การเป็นแบบอย่างที่ดี มีคุณธรรม เช่น ความซื่อสัตย์ ความยุติธรรม ความเมตตา เป็นต้น

·♦ การช่วยแก้ปัญหาสังคม เช่น การสร้างความสามัคคี การลดความขัดแย้ง การส่งเสริมการศึกษา เป็นต้น

 

         ทั้งนี้ เนื่องจากผู้รู้ ความรู้ และการชี้นำสังคม มีสัมพันธ์เกี่ยวข้องเชื่อมโยงกันอย่างลึกซึ้ง กล่าวคือ

 

♦· ผู้รู้ คือผู้ที่ศึกษาและเข้าใจหลักการศาสนาและความรู้ทางโลก

♦· ความรู้ เป็นเครื่องมือในการสร้างสรรค์พัฒนาสังคมและแก้ปัญหา

♦· การชี้นำสังคม เป็นการนำความรู้ที่ถูกต้องและการปฏิบัติที่ถูกต้องไปใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อส่วนรวม

 

        ดังนั้น หากผู้รู้มีหลักศรัทธา (อีหม่าน) ที่ถูกต้อง นำความรู้ที่ถูกต้องไปปฏิบัติเป็นแบบอย่างที่ดี เผยแพร่ ชี้นำสังคมอย่างมีวิสัยทัศน์ จะช่วยพัฒนาสังคมไปในทิศทางที่ดี มีคุณธรรม มีความยุติธรรม มีความเข้มแข็ง และเกิดความสงบสุข

 

 

            บทสรุปส่งท้าย

 

            ผู้รู้ไม่ใช่เพียงผู้ศึกษาหรือแสวงหาความรู้ แต่เป็นผู้ที่มีศรัทธาที่ถูกต้อง นำความรู้ไปปฏิบัติและชี้นำสังคม เพราะความรู้ต้องเชื่อมโยงกับการปฏิบัติ และการชี้นำสังคมเป็นเครื่องพิสูจน์ความรู้ ความสามารถของผู้รู้ในการสร้างความเปลี่ยนแปลงทางสังคมจะทำให้สังคมมีความมั่นคง มีคุณธรรม และพร้อมรับมือความท้าทายปัญหาต่างๆ ในชีวิตประจำวัน 

 

          โดยเฉพาะในโลกยุคปัจจุบัน ผู้รู้ต้องปรับตัวให้รู้เท่าทันต่อการเปลี่ยนแปลงรอบด้านทั้งในด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี สังคม เศรษฐกิจ คุณภาพชีวิต เพราะปัญหาในสังคมมีความซับซ้อนมากขึ้น การนำความรู้ไปชี้นำสังคมเพื่อพัฒนาสังคมหรือแก้ปัญหา ต้องตั้งอยู่บนหลักการศาสนา มีความเข้าใจรากเหง้าสภาพของปัญหาและบริบทสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป ทั้งนี้เพื่อให้การชี้นำสังคมเกิดประโยชน์สูงสุด