
หน้าที่ของผู้เรียนต่อความรับผิดชอบในความรู้
เรียบเรียงโดย อิสมาอีล กอเซ็ม
มวลการสรรเสริญเป็นเอกสิทธิ์ของอัลลอฮฺผู้อภิบาลแห่งสากลโลก
หน้าที่ของผู้เรียนต่อความรู้ ในกรอบจริยธรรมอิสลาม โดยมุ่งเน้นความหมายของความรู้ในฐานะอามานะฮฺ (ความรับผิดชอบ) มิใช่เพียงทรัพยากรส่วนบุคคลหรือเครื่องมือแสวงหาผลประโยชน์ทางโลก ประเด็นการไม่เผยแผ่ความรู้ การอ้างเหตุขาดโอกาสหรือสถาบันรองรับ ตลอดจนการเรียนศาสนาเพื่อดุนยา
ในทัศนะของอิสลาม ความรู้ (العِلم) มีสถานะสูงส่งและเป็นปัจจัยสำคัญในการชี้นำมนุษย์สู่ความถูกต้อง อย่างไรก็ตาม อิสลามมิได้มองความรู้ในฐานะทรัพย์สินส่วนบุคคลที่ผู้เรียนสามารถใช้ตามอำเภอใจ หากแต่ถือว่าความรู้คือ “อามานะฮฺ” ที่ผู้เรียนต้องรับผิดชอบต่ออัลลอฮฺและต่อสังคม บทความนี้มุ่งศึกษาคำถามสำคัญว่า ผู้ที่ร่ำเรียนความรู้ศาสนา แต่ไม่เผยแผ่หรือเลือกใช้ความรู้เพื่อประโยชน์ทางโลกเพียงอย่างเดียว มีสถานะอย่างไรในกรอบจริยธรรมอิสลาม
ความรู้ในอิสลาม : จากสิทธิส่วนบุคคลสู่อามานะฮฺทางศาสนา
อัลกุรอานยืนยันถึงการยกสถานะของผู้มีความรู้ แต่การยกสถานะดังกล่าวมิได้เกิดจากการครอบครองความรู้เพียงอย่างเดียว หากขึ้นอยู่กับการนำความรู้ไปใช้ในแนวทางที่ถูกต้อง ความรู้จึงมิใช่เพียงเครื่องมือสร้างสถานะหรือความมั่นคงทางดุนยา แต่เป็นภาระรับผิดชอบที่ต้องถูกใช้เพื่อรับใช้อัลลอฮฺ ศาสนา และอุมมะฮฺ
ผู้เรียนจึงมิใช่เพียง “ผู้รับ” ความรู้ แต่เป็น “ผู้แบกรับ” ภารกิจในการถ่ายทอด ปฏิบัติ และธำรงรักษาความรู้ให้มีชีวิตอยู่ในสังคม
การไม่เผยแผ่ความรู้กับแนวคิดเรื่องการปกปิดความรู้
ในหลักจริยธรรมอิสลาม การไม่เผยแผ่ความรู้สามารถเข้าข่าย “การปกปิดความรู้” ได้ หากความรู้นั้นเป็นความรู้ที่จำเป็น และผู้รู้อยู่ในสถานะที่ต้องรับผิดชอบโดยตรง โดยเฉพาะเมื่อมีความสามารถ มีโอกาส และไม่มีอุปสรรคที่ชอบธรรม
การปกปิดความรู้ในที่นี้ มิได้หมายถึงการไม่พูดในทุกสถานการณ์ หากแต่หมายถึงการจงใจละเลยการถ่ายทอดความรู้ ทั้งที่สังคมมีความจำเป็นต้องได้รับประโยชน์จากความรู้นั้น นักวิชาการอิสลามจำนวนมากถือว่าการกระทำเช่นนี้เป็นความบกพร่องทางจริยธรรม และอาจเป็นบาป หากนำไปสู่ความเสียหายของศาสนาและสังคม
ข้ออ้างเรื่อง “ไม่มีโรงเรียนให้สอน” ในยุคปัจจุบัน
หนึ่งในข้ออ้างที่พบได้บ่อยในปัจจุบัน คือการกล่าวว่า “ไม่มีโรงเรียนหรือสถาบันให้สอน” อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาจากหลักการอิสลามในยุคปัจจุบัน ข้ออ้างดังกล่าวมีน้ำหนักน้อยลงอย่างมาก
ในประวัติศาสตร์อิสลาม การถ่ายทอดความรู้มิได้จำกัดอยู่ในสถาบันการศึกษาอย่างเป็นทางการ มัสยิด บ้าน และชุมชน ล้วนเป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้ และในยุคปัจจุบัน เทคโนโลยีดิจิทัลและสื่อออนไลน์ได้เปิดพื้นที่ใหม่ให้การเผยแผ่ความรู้เกิดขึ้นได้โดยไม่ต้องพึ่งพาโครงสร้างสถาบันแบบเดิม ดังนั้น การขาดโรงเรียนจึงไม่อาจถือเป็นเหตุผลเพียงพอในการละเว้นภารกิจทางความรู้
ความรู้กับการถูกสอบสวนในวันกิยามะฮฺ
หะดีษของท่านนบีมุฮัมมัด ﷺ ระบุอย่างชัดเจนว่า "ความรู้เป็นหนึ่งในสิ่งที่มนุษย์จะถูกสอบสวนในวันกิยามะฮฺ" การสอบสวนนี้มิได้จำกัดเพียงคำถามว่ามนุษย์รู้มากเพียงใด แต่เน้นไปที่การนำความรู้ไปใช้ ปฏิบัติ และรับผิดชอบอย่างไร
ผู้ที่ร่ำเรียนความรู้ แต่เลือกใช้ความรู้เพื่อประโยชน์ทางดุนยาเพียงอย่างเดียว โดยไม่มีส่วนร่วมในการเผยแผ่หรือรับใช้สังคม ย่อมไม่อาจหลีกเลี่ยงการถูกตั้งคำถามต่ออัลลอฮฺเกี่ยวกับอามานะฮฺแห่งความรู้นั้น
การเรียนศาสนาเพื่อดุนยา : การวิเคราะห์จากหลักหะดีษ
หะดีษที่ระบุว่า “ผู้ที่เรียนความรู้ซึ่งควรแสวงหาเพื่ออัลลอฮฺ แต่เรียนเพื่อดุนยา จะไม่ได้แม้แต่กลิ่นไอสวรรค์” สะท้อนจุดยืนของอิสลามอย่างชัดเจนว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่การมีผลประโยชน์ทางโลก แต่อยู่ที่ “เจตนา” ในการแสวงหาความรู้
การเรียนศาสนาเพื่อดุนยาโดยตัดขาดจากเป้าหมายการรับใช้ศาสนาและประชาชาติอิสลาม ถือเป็นความบิดเบือนเจตนารมณ์ของความรู้ และเป็นอันตรายต่อผู้เรียนเองในเชิงอาคิเราะฮฺ
ความรู้ในอิสลามคืออามานะฮฺที่ผู้เรียนต้องรับผิดชอบทั้งในระดับปัจเจกและระดับสังคม การไม่เผยแผ่ความรู้โดยไม่มีเหตุอันสมควร โดยเฉพาะในบริบทที่มีช่องทางการเผยแผ่มากมาย อาจเข้าข่ายการปกปิดความรู้ในเชิงจริยธรรมอิสลาม นอกจากนี้ ผู้ที่ร่ำเรียนความรู้ศาสนาแต่เลือกใช้ความรู้เพื่อดุนยาเพียงอย่างเดียว ย่อมต้องเผชิญกับการถูกสอบสวนในวันกิยามะฮฺ
ดังนั้น ความรู้จึงไม่ควรถูกมองเป็นเพียงเครื่องมือสร้างความสำเร็จทางโลก หากแต่ต้องถูกใช้เป็นสื่อกลางในการรับใช้อัลลอฮฺ ศาสนา และอุมมะฮฺ เพื่อให้ความรู้นั้นเป็นแสงสว่าง มิใช่ภาระในวันอาคิเราะฮฺ