หน้าที่ของผู้เรียนต่อความรับผิดชอบในความรู้
  จำนวนคนเข้าชม  59

หน้าที่ของผู้เรียนต่อความรับผิดชอบในความรู้

 

เรียบเรียงโดย  อิสมาอีล  กอเซ็ม  

 

มวลการสรรเสริญเป็นเอกสิทธิ์ของอัลลอฮฺผู้อภิบาลแห่งสากลโลก  

 

          หน้าที่ของผู้เรียนต่อความรู้ ในกรอบจริยธรรมอิสลาม โดยมุ่งเน้นความหมายของความรู้ในฐานะอามานะฮฺ (ความรับผิดชอบ) มิใช่เพียงทรัพยากรส่วนบุคคลหรือเครื่องมือแสวงหาผลประโยชน์ทางโลก ประเด็นการไม่เผยแผ่ความรู้ การอ้างเหตุขาดโอกาสหรือสถาบันรองรับ ตลอดจนการเรียนศาสนาเพื่อดุนยา 

 

          ในทัศนะของอิสลาม ความรู้ (العِلم) มีสถานะสูงส่งและเป็นปัจจัยสำคัญในการชี้นำมนุษย์สู่ความถูกต้อง อย่างไรก็ตาม อิสลามมิได้มองความรู้ในฐานะทรัพย์สินส่วนบุคคลที่ผู้เรียนสามารถใช้ตามอำเภอใจ หากแต่ถือว่าความรู้คือ “อามานะฮฺ” ที่ผู้เรียนต้องรับผิดชอบต่ออัลลอฮฺและต่อสังคม บทความนี้มุ่งศึกษาคำถามสำคัญว่า ผู้ที่ร่ำเรียนความรู้ศาสนา แต่ไม่เผยแผ่หรือเลือกใช้ความรู้เพื่อประโยชน์ทางโลกเพียงอย่างเดียว มีสถานะอย่างไรในกรอบจริยธรรมอิสลาม

 

 

ความรู้ในอิสลาม : จากสิทธิส่วนบุคคลสู่อามานะฮฺทางศาสนา

 

           อัลกุรอานยืนยันถึงการยกสถานะของผู้มีความรู้ แต่การยกสถานะดังกล่าวมิได้เกิดจากการครอบครองความรู้เพียงอย่างเดียว หากขึ้นอยู่กับการนำความรู้ไปใช้ในแนวทางที่ถูกต้อง ความรู้จึงมิใช่เพียงเครื่องมือสร้างสถานะหรือความมั่นคงทางดุนยา แต่เป็นภาระรับผิดชอบที่ต้องถูกใช้เพื่อรับใช้อัลลอฮฺ ศาสนา และอุมมะฮฺ

 ผู้เรียนจึงมิใช่เพียง “ผู้รับ” ความรู้ แต่เป็น “ผู้แบกรับ” ภารกิจในการถ่ายทอด ปฏิบัติ และธำรงรักษาความรู้ให้มีชีวิตอยู่ในสังคม

 

 

การไม่เผยแผ่ความรู้กับแนวคิดเรื่องการปกปิดความรู้ 

 

          ในหลักจริยธรรมอิสลาม การไม่เผยแผ่ความรู้สามารถเข้าข่าย “การปกปิดความรู้” ได้ หากความรู้นั้นเป็นความรู้ที่จำเป็น และผู้รู้อยู่ในสถานะที่ต้องรับผิดชอบโดยตรง โดยเฉพาะเมื่อมีความสามารถ มีโอกาส และไม่มีอุปสรรคที่ชอบธรรม

 

          การปกปิดความรู้ในที่นี้ มิได้หมายถึงการไม่พูดในทุกสถานการณ์ หากแต่หมายถึงการจงใจละเลยการถ่ายทอดความรู้ ทั้งที่สังคมมีความจำเป็นต้องได้รับประโยชน์จากความรู้นั้น นักวิชาการอิสลามจำนวนมากถือว่าการกระทำเช่นนี้เป็นความบกพร่องทางจริยธรรม และอาจเป็นบาป หากนำไปสู่ความเสียหายของศาสนาและสังคม

 

 

ข้ออ้างเรื่อง “ไม่มีโรงเรียนให้สอน” ในยุคปัจจุบัน 

 

           หนึ่งในข้ออ้างที่พบได้บ่อยในปัจจุบัน คือการกล่าวว่า “ไม่มีโรงเรียนหรือสถาบันให้สอน” อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาจากหลักการอิสลามในยุคปัจจุบัน  ข้ออ้างดังกล่าวมีน้ำหนักน้อยลงอย่างมาก

 

          ในประวัติศาสตร์อิสลาม การถ่ายทอดความรู้มิได้จำกัดอยู่ในสถาบันการศึกษาอย่างเป็นทางการ มัสยิด บ้าน และชุมชน ล้วนเป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้ และในยุคปัจจุบัน เทคโนโลยีดิจิทัลและสื่อออนไลน์ได้เปิดพื้นที่ใหม่ให้การเผยแผ่ความรู้เกิดขึ้นได้โดยไม่ต้องพึ่งพาโครงสร้างสถาบันแบบเดิม ดังนั้น การขาดโรงเรียนจึงไม่อาจถือเป็นเหตุผลเพียงพอในการละเว้นภารกิจทางความรู้

 

 

ความรู้กับการถูกสอบสวนในวันกิยามะฮฺ

 

          หะดีษของท่านนบีมุฮัมมัด ﷺ ระบุอย่างชัดเจนว่า "ความรู้เป็นหนึ่งในสิ่งที่มนุษย์จะถูกสอบสวนในวันกิยามะฮฺ" การสอบสวนนี้มิได้จำกัดเพียงคำถามว่ามนุษย์รู้มากเพียงใด แต่เน้นไปที่การนำความรู้ไปใช้ ปฏิบัติ และรับผิดชอบอย่างไร

 

          ผู้ที่ร่ำเรียนความรู้ แต่เลือกใช้ความรู้เพื่อประโยชน์ทางดุนยาเพียงอย่างเดียว โดยไม่มีส่วนร่วมในการเผยแผ่หรือรับใช้สังคม ย่อมไม่อาจหลีกเลี่ยงการถูกตั้งคำถามต่ออัลลอฮฺเกี่ยวกับอามานะฮฺแห่งความรู้นั้น

 

 

การเรียนศาสนาเพื่อดุนยา : การวิเคราะห์จากหลักหะดีษ

 

          หะดีษที่ระบุว่า “ผู้ที่เรียนความรู้ซึ่งควรแสวงหาเพื่ออัลลอฮฺ แต่เรียนเพื่อดุนยา จะไม่ได้แม้แต่กลิ่นไอสวรรค์” สะท้อนจุดยืนของอิสลามอย่างชัดเจนว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่การมีผลประโยชน์ทางโลก แต่อยู่ที่ “เจตนา” ในการแสวงหาความรู้

          การเรียนศาสนาเพื่อดุนยาโดยตัดขาดจากเป้าหมายการรับใช้ศาสนาและประชาชาติอิสลาม ถือเป็นความบิดเบือนเจตนารมณ์ของความรู้ และเป็นอันตรายต่อผู้เรียนเองในเชิงอาคิเราะฮฺ

 

 

          ความรู้ในอิสลามคืออามานะฮฺที่ผู้เรียนต้องรับผิดชอบทั้งในระดับปัจเจกและระดับสังคม การไม่เผยแผ่ความรู้โดยไม่มีเหตุอันสมควร โดยเฉพาะในบริบทที่มีช่องทางการเผยแผ่มากมาย อาจเข้าข่ายการปกปิดความรู้ในเชิงจริยธรรมอิสลาม นอกจากนี้ ผู้ที่ร่ำเรียนความรู้ศาสนาแต่เลือกใช้ความรู้เพื่อดุนยาเพียงอย่างเดียว ย่อมต้องเผชิญกับการถูกสอบสวนในวันกิยามะฮฺ

 

          ดังนั้น ความรู้จึงไม่ควรถูกมองเป็นเพียงเครื่องมือสร้างความสำเร็จทางโลก หากแต่ต้องถูกใช้เป็นสื่อกลางในการรับใช้อัลลอฮฺ ศาสนา และอุมมะฮฺ เพื่อให้ความรู้นั้นเป็นแสงสว่าง มิใช่ภาระในวันอาคิเราะฮฺ