การต่อสู้ระหว่างวัฒนธรรมและความเชื่อ
  จำนวนคนเข้าชม  157

การต่อสู้ระหว่างวัฒนธรรมและความเชื่อ ก่อนการมาของท่านนบีมุฮัมมัด ﷺ

 

เรียบเรียงโดย อิสมาอีล กอเซ็ม 

 

มวลการสรรเสริญเป็นสิทธิ์ของอัลลอฮฺ ผู้อภิบาลแห่งสากลโลก

 

          ก่อนการถือกำเนิดของท่านนบีมุฮัมมัด ﷺ คาบสมุทรอาหรับมิใช่ดินแดนว่างเปล่าทางศาสนา หากแต่เป็นสมรภูมิทางวัฒนธรรมที่เต็มไปด้วยความเชื่อหลากหลาย ทั้งศาสนาจากอารยธรรมใหญ่รอบด้าน และความเชื่อพื้นเมืองที่สืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคน

 

          ในห้วงเวลานั้น ภูมิภาคแห่งนี้กำลังเผชิญกับ การต่อสู้ของอุดมการณ์ทางจิตวิญญาณ อย่างรุนแรง ทุกศาสนาต่างแย่งชิงพื้นที่ในหัวใจของผู้คน ท่ามกลางความสับสน ความเสื่อมทราม และการบิดเบือนหลักศรัทธาเดิมที่ทิ้งไว้โดย นบีอิบรอฮีม และนบีอิสมาอีล อะลัยฮิมัสสลาม

 

 

1. ศรัทธาเดิมของอาหรับ : มรดกตกทอดจากนบีอิบรอฮีม

 

           ชาวอาหรับจำนวนหนึ่งยังยึดถือความเชื่อดั้งเดิมของนบีอิบรอฮีม ผู้ศรัทธาในพระเจ้าองค์เดียว กลุ่มนี้ถูกเรียกว่า อัล-ฮุนาฟาอ์ พวกเขาปฏิเสธการบูชารูปปั้น, ยืนยัน “เตาฮีด” และการเคารพอัลลอฮ์เพียงองค์เดียว, เชื่อในวันอาคิเราะฮ์และการตอบแทน, ต่อต้านพิธีกรรมที่ถูกบิดเบือนในกะอ์บะฮ์

         อัลกุรอานยืนยันเกียรติของศรัทธานี้ว่า:

{ وَمَن يَرْغَبُ عَن مِّلَّةِ إِبْرَاهِيمَ إِلَّا مَن سَفِهَ نَفْسَهُ }

“และใครเล่าที่จะไม่พึงปรารถนาในแนวทางของอิบรอฮีม นอกจากผู้ที่ทำให้ตัวเองโฉดเขลาเท่านั้น”

(อัลบะเกาะเราะฮ์ 130)

          อย่างไรก็ตาม ผู้ศรัทธาในแนวทางนี้มีจำนวนน้อย ไม่สามารถหยุดยั้งกระแสความเชื่อใหม่ที่ทะลักเข้าสู่อาหรับได้

 

 

2. ศาสนาคริสต์ : การแผ่อิทธิพลของอาณาจักรโรมันและอะบิสซิเนีย

 

คริสต์ศาสนาเข้าสู่อาหรับผ่านสองเส้นทางหลัก :

โรมันไบแซนไทน์ — ผ่านแคว้นชาม

อะบิสซิเนีย เอธิโอเปีย — ผ่านเยเมน

          พื้นที่สำคัญที่คริสต์ศาสนามั่นคงคือ นัจญ์รอน, บุศรอ, และ อัล-ฮีเราะฮ์ ตัวอย่างชัดเจนของความพยายามเชิงอารยธรรมคือ การที่ อับเราะฮะฮ์ สร้างโบสถ์ “อัล-กุลลัยส์” เพื่อแข่งขันกับกะอ์บะฮ์ในมักกะฮ์ แต่ไม่ประสบผล สิ่งนี้สะท้อนว่า แม้อำนาจภายนอกจะพยายามครอบงำทางวัฒนธรรม แต่หัวใจของชาวอาหรับยังคงยึดโยงกับร่องรอยเดิมของอิบรอฮีม แม้จะถูกบิดเบือนก็ตาม

 

 

3. ศาสนายูดาห์ : ศาสนาแห่งตำราที่ไม่เปิดรับคนภายนอก

 

         ศาสนายูดาห์มีผู้ติดตามในหลายพื้นที่ เช่น เยเมน, ค็อยบัร, ยัษริบ อย่างไรก็ตาม ศาสนายูดาห์ไม่สามารถขยายเข้าสู่สังคมอาหรับวงกว้าง เพราะเงื่อนไขในการเข้ารีตที่เข้มงวด ทำให้มันเป็น “ศาสนาของชุมชนปิด” มากกว่า “ศาสนาเพื่อมนุษยชาติ”

          ดังนั้น อิทธิพลของยิวจึงจำกัดอยู่เฉพาะในด้านเศรษฐกิจ การค้า และการเมืองท้องถิ่น แต่ไม่อาจเปลี่ยนโครงสร้างความเชื่อของคาบสมุทรได้

 

 

4. การบูชารูปปั้นและเจว็ด : วัฒนธรรมหลักที่ครอบงำอาหรับ

 

          นี่คือความเชื่อที่แพร่หลายที่สุดในคาบสมุทรอาหรับ และเป็นเสาหลักของยุคญาฮิลียะฮ์ รูปปั้นที่ถูกบูชามีมหาศาล ตั้งแต่หิน ต้นไม้ นก ไปจนถึงรูปจำลองเทพเจ้าต่าง ๆ

          รูปปั้นสำคัญ ได้แก่ : อัล-ลาต, อัล-อุซซา, มะนาต อัลกุรอานได้ตำหนิความหลงผิดนี้ว่า

{ أَفَرَأَيْتُمُ اللَّاتَ وَالْعُزَّى * وَمَنَاةَ الثَّالِثَةَ الْأُخْرَى }

“แล้วพวกเจ้ามิได้เห็นอัลลาต และอัลอุซซา และตัวอื่นคือตัวที่สาม มะนาต ดอกหรือ”

(อัน-นัจญ์ม 19–20)

          การบูชารูปปั้นไม่ใช่เพียงความเชื่อ แต่เป็นสถาบันทางสังคม เศรษฐกิจ และการเมือง เผ่าที่มีเจว็ดใหญ่ย่อมมีสถานะทางวัฒนธรรมสูงกว่า

 

 

5. การบูชาดวงดาวและดาวเคราะห์ : ศาสนาแห่งท้องฟ้า

 

          ชาวอาหรับส่วนหนึ่ง โดยเฉพาะทางใต้ มีความเชื่อบูชาดวงดาว เช่น ดวงอาทิตย์, ดวงจันทร์, ดาวเคราะห์ พวกเขาถูกเรียกว่า อัศ-ศอบิอะฮ์ อัลกุรอานชี้ชัดว่าการกราบไหว้สิ่งสร้างเป็นการหลงผิด

{ لَا تَسْجُدُوا لِلشَّمْسِ وَلَا لِلْقَمَرِ }

“และดวงอาทิตย์ และดวงจันทร์ พวกเจ้าอย่าได้สุญูด แต่จงสุญุดแด่อัลลอฮฺพระผู้ทรงสร้างพวกมัน”

(ฟุศศิละฮ์ 37)

          และหากว่าการยุแหย่ใด ๆ จากชัยฏอนมายั่วยุเจ้าเข้า ก็จงขอความคุ้มครองต่ออัลลอฮฺเถิด แท้จริงพระองค์เป็นผู้ทรงได้ยินผู้ทรงรอบรู้

 

 

6. อัมรฺ บิน ลุหัย : จุดหักเหที่ทำให้อาหรับหันหลังให้ศาสนาอิบรอฮีม

 

         หนึ่งในเหตุการณ์สำคัญที่สุดที่เปลี่ยนหน้าประวัติศาสตร์ศาสนาของอาหรับ คือการกระทำของ อัมรฺ บิน ลุหัย อัล-คุซาอี ผู้เป็นผู้นำที่มีอิทธิพลสูงในมักกะฮ์

          การเดินทางสู่ซีเรีย : การเผชิญหน้ากับอารยธรรมโรมัน อาหรับกลุ่มหนึ่ง รวมถึงอัมรฺ บิน ลุหัย ได้เดินทางไปค้าขายในดินแดนชาม ซึ่งตอนนั้นอยู่ใต้อาณาจักรโรมัน ผู้ซึ่งบูชารูปปั้นและเทพเจ้ามากมาย

          เมื่ออัมรฺ เห็นอารยธรรมที่เจริญรุ่งเรืองของโรมัน จึงเข้าใจผิดว่า“พวกเขาเจริญได้เพราะบูชารูปปั้น” นี่เป็นจุดเริ่มต้นของ การลอกเลียนแบบวัฒนธรรมอย่างไม่ไตร่ตรอง ทำให้เขาตัดสินใจรับเอารูปปั้นมาเป็นศาสนาใหม่สำหรับบ้านเกิดของตน

          การนำเจว็ดเข้าสู่อาหรับครั้งแรก : อัมรฺ บิน ลุหัยได้นำรูปปั้นชื่อ ฮุบัล  กลับมายังมักกะฮ์ และตั้งมันไว้ในกะอ์บะฮ์ ซึ่งเป็นบ้านแห่งเตาฮีดเดิมของอิบรอฮีม ชาวอาหรับให้ความเคารพอัมรฺ จึงเชื่อฟังและปฏิบัติตาม ทำให้การบูชารูปปั้นแพร่กระจาย เผ่าต่าง ๆ สร้างเจว็ดเป็นของตนเอง พิธีกรรมเดิมถูกบิดเบือน เตาฮีดเสื่อมถอย กะอ์บะฮ์กลายเป็นที่รวมของเจว็ดกว่า 360 องค์ จุดหักเหนี้ทำให้ชาวอาหรับออกห่างจากศาสนาของอิบรอฮีมอย่างสิ้นเชิง

 

          คำตำหนิจากท่านนบีมุฮัมมัด ﷺ กล่าวว่า : “ฉันเห็นอัมรฺ บิน ลุหัยลากไส้ของเขาอยู่ในนรก” เพราะเขาเป็นผู้แรกที่นำความหลงผิดเข้าสู่บ้านของอัลลอฮ์

 

 

7. สงครามวัฒนธรรมและความเชื่อในคาบสมุทรอาหรับ

 

     เมื่อพิจารณาโครงสร้างโดยรวม จะเห็นความขัดแย้งอย่างชัดเจน  

ศาสนาแห่งการให้เอกภาพต่ออัลลอฮฺ (อิบรอฮีม) vs พหุเทวนิยม

ความเชื่อดั้งเดิมของอาหรับ vs อิทธิพลจากโรมันและยิว

การบูชาพระเจ้าองค์เดียว vs การบูชาสิ่งสร้าง

ความบริสุทธิ์ทางจิตวิญญาณ vs ความเสื่อมของยุคญาฮิลียะห์

     คาบสมุทรอาหรับจึงกลายเป็นพื้นที่ที่ “ความจริง” และ “ความหลงผิด” ปะทะกันตลอดเวลา จนสังคมอยู่ในสภาพสับสน ว่างเปล่าทางจิตวิญญาณ และรอคอยการฟื้นฟูจากพระผู้เป็นเจ้า

 

บทสรุป: 

 

          อิสลามคือการปิดฉากสงครามความเชื่อ เมื่อท่านนบีมุฮัมมัด ﷺ ถูกส่งมา อิสลามได้ฟื้นฟูศาสนาของอิบรอฮีม ทำลายเจว็ดและความเชื่อที่บิดเบือน ยุติการแข่งขันทางศาสนาในคาบสมุทร รวมชนเผ่าที่เคยแตกแยกให้เป็นประชาชาติเดียว ตั้งหลักเอกเทวะที่บริสุทธิ์เป็นรากฐานอารยธรรมใหม่

 

          อิสลามจึงมิใช่เพียงศาสนา แต่คือ การปลดปล่อยจิตวิญญาณมนุษย์จากการเป็นทาสของสิ่งที่ตนสร้างขึ้นเอง และนำพามนุษย์กลับสู่ความจริงแท้ที่ถูกลืมเลือนมานานหลายศตวรรษ