
บทเรียนจากประวัติศาสตร์ สู่ความรับผิดชอบในยุคเสรีภาพ
เรียบเรีบงโดย อิสมาอีล กอเซ็ม
ประวัติศาสตร์อิสลามในยุคแรกเริ่ม มิได้ถูกบันทึกไว้เพียงเพื่อเล่าเรื่องราวในอดีต หากแต่เพื่อเป็น “กระจกสะท้อนหน้าที่” ของมุสลิมในทุกยุคทุกสมัย หนึ่งในบทเรียนที่เด่นชัดที่สุดจากชีวิตของท่านนบีมุฮัมมัด ﷺ และบรรดาศอฮาบะฮ์ คือ การเผยแผ่ศาสนา (ดะอ์วะฮ์) ซึ่งเป็นภารกิจหลักของการดำรงอยู่ของอิสลาม
ในช่วงแรกของการดะอ์วะฮ์ ท่านนบี ﷺ เชิญชวนผู้คนสู่อิสลามอย่างลับเป็นเวลาสามปี ด้วยความรอบคอบและสติปัญญา จนกระทั่งพระบัญชาจากอัลลอฮ์มาถึงให้ประกาศศาสนาอย่างเปิดเผย การก้าวขึ้นบนเนินศอฟาและการเผชิญหน้ากับชนเผ่ากุเรช ไม่ได้เป็นเพียงเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ แต่เป็นสัญลักษณ์ของการประกาศสัจธรรม แม้ต้องแลกกับการต่อต้านและความเสี่ยงต่อชีวิต
นับจากวันนั้นเป็นต้นมา เส้นทางของการเผยแผ่อิสลามเต็มไปด้วยความยากลำบาก ผู้ศรัทธาถูกกีดกันจากสังคม ถูกดูหมิ่น เยาะเย้ย ถูกทรมาน และบางคนต้องสละชีวิต เช่น สุมัยยะฮ์ บินติ ค็อยยาฏ ซึ่งเป็นชะฮีดะฮ์คนแรกในอิสลาม สิ่งที่น่าพิจารณาอย่างลึกซึ้งคือ คนเหล่านั้น ไม่ใช่ผู้มีอำนาจ ไม่ใช่ผู้มีสื่อ และไม่มีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น แต่พวกเขามีศรัทธาที่มั่นคง และเชื่อมั่นว่าการเชิญชวนสู่สัจธรรมคือหน้าที่ที่ไม่อาจละทิ้งได้
ในยุคนั้น การเป็นมุสลิมหมายถึงการยอมรับความเสี่ยงอย่างแท้จริง การกล่าวคำว่า “ลาอิลาฮะ อิลลัลลอฮ์” อาจหมายถึงการถูกเฆี่ยน ถูกทรมาน หรือถูกฆ่า แต่ถึงกระนั้น พวกเขาก็ไม่ถอย ไม่หวั่นไหว และไม่เก็บอิสลามไว้เงียบ ๆ ในหัวใจของตนเอง
เมื่อมองกลับมาสู่ยุคของเรา ภาพกลับแตกต่างอย่างสิ้นเชิง เราอาศัยอยู่ในยุคที่มีเสรีภาพในการแสดงออก มีสื่อสารพัดรูปแบบ มีพื้นที่ออนไลน์ที่เข้าถึงผู้คนนับพันนับล้าน และมีความปลอดภัยในการดำเนินชีวิต แต่คำถามที่ควรทำให้มุสลิมต้องหยุดคิดคือ เราทำอะไรบ้างเพื่ออิสลาม ?
เราใช้ชีวิตปะปนกับผู้คนมากมาย ทำงานร่วมกัน อยู่ร่วมสังคมเดียวกัน แต่แทบไม่เคยเชิญชวนใครให้รู้จักอิสลาม ไม่เคยอธิบายความงดงามของศาสนา และบางครั้งไม่แม้แต่จะแสดงให้เห็นอิสลามผ่านการกระทำของตนเอง สิ่งนี้อาจไม่ใช่บาปโดยตรงในทุกกรณี แต่ย่อมสะท้อนถึง ความบกพร่องในการแบกรับภารกิจของประชาชาติมุฮัมมัด ﷺ
หากคนในอดีตสามารถยืนหยัดในวันที่การดะอ์วะฮ์แลกมาด้วยความเจ็บปวด และความตาย เหตุใดมุสลิมในยุคเสรีภาพจึงกลับนิ่งเฉย ทั้งที่ไม่มีใครข่มขู่ ไม่มีใครทรมาน และไม่มีใครห้ามพูด ?
ปัญหาอาจไม่ใช่การขาดโอกาส แต่คือการขาดความตระหนักว่า เสรีภาพและสื่อคืออะมานะฮ์ (ความไว้วางใจ) ที่อัลลอฮ์จะทรงถามถึง...
การเผยแผ่ศาสนาในยุคปัจจุบัน ไม่จำเป็นต้องเป็นการโต้แย้งทางศาสนา หรือการยืนเทศนาในที่สาธารณะ หากแต่อาจเริ่มจากการเป็นมุสลิมที่ซื่อสัตย์ มีจริยธรรม มีเมตตา และน่าไว้วางใจ การประพฤติตนเช่นนี้ คือรูปแบบหนึ่งของการดะอ์วะฮ์ที่สืบทอดแนวทางของท่านนบี ﷺ อย่างแท้จริง
ประวัติศาสตร์อิสลามจึงไม่ได้เรียกร้องให้เราทำในสิ่งที่ยากกว่าคนรุ่นก่อน แต่กลับตั้งคำถามกับเราอย่างเงียบงันว่า เมื่อพวกเขาทำหน้าที่ของตนอย่างสุดกำลังในยุคแห่งความมืดมน แล้วเราจะตอบพระผู้เป็นเจ้าอย่างไร ในยุคที่แสงสว่างและโอกาสอยู่รอบตัว ?
อิสลามไม่ต้องการผู้ศรัทธาที่มีเพียงตัวตนในสังคม แต่อิสลามต้องการผู้ศรัทธาที่ตระหนักว่า การมีชีวิตอยู่ คือการรับผิดชอบต่อศาสนา และหากวันนี้เรายังไม่อาจทำได้มาก อย่างน้อยที่สุด ขอให้หัวใจของเรายังไม่เพิกเฉยต่อหน้าที่นี้