
เรื่องราวของท่านนบีนูห์ ข้อคิดและบทเรียน
เรียบเรียงโดย....อับดุลวาเฮด สุคนธา
ท่านนบีท่านแรกที่อัลลอฮ์ทรงส่งมายังมนุษย์หลังท่านนบีอาดัมนั้นก็คือ นูห์ (อะลัยฮิสสลาม) ดังที่อัลลอฮ์ ตรัสความว่า:
إِنَّا أَوْحَيْنَا إِلَيْكَ كَمَا أَوْحَيْنَا إِلَى نُوحٍ وَالنَّبِيِّينَ مِنْ بَعْدِهِ
“แท้จริงเราได้วะฮีย์แก่เจ้าดังที่เราได้วะฮีย์แก่นูห์ และบรรดานบีหลังจากเขา”
(อัน-นิซาอ์: 163)
อัลลอฮ์ได้ทรงส่งท่านนบีนูห์มาหลังจากท่านนบีอาดัมประมาณสิบศตวรรษ ซึ่งในช่วงเวลานั้นมนุษย์ดำเนินชีวิตอย่างดีที่สุดโดยอยู่บนพื้นฐานของหลักเตาฮีดและการเคารพภักดีต่ออัลลอฮ์เพียงพระองค์เดียว จนกระทั่งความเบี่ยงเบนและเกิดการหลงผิดครั้งแรกเกิดขึ้นในเรื่องเตาฮีด(หลักศรัทธา) และการตั้งภาคีได้เข้าแทรกซึมเข้ามาหลังจากผู้คนให้ความยกย่องบุรุษผู้คนดีมากเกินควร
ดังที่อัลลอฮ์ตรัสว่า:
وَقَالُوا لَا تَذَرُنَّ آلِهَتَكُمْ وَلَا تَذَرُنَّ وَدًّا وَلَا سُوَاعًا وَلَا يَغُوثَ وَيَعُوقَ وَنَسْرًا
“และพวกเขาได้กล่าวว่า พวกท่านอย่าได้ทอดทิ้งพระเจ้าทั้งหลายของพวกท่านเป็นอันขาด
พวกท่านอย่าได้ทอดทิ้ง วัดดฺ และสุวาอฺ และยะฆูษ และยะอู๊ก และนัซรฺ เป็นอันขาด”
(นูห์: 23)
ชายทั้งห้าคนนี้เป็นคนดีในตัวของพวกเขาเอง และเป็นแบบอย่างที่ดีแก่ผู้อื่น แต่ชัยฏอนก็ได้หลอกลวงคนรุ่นหลังให้ทำรูปปั้นไว้เพื่อระลึกถึงความดีความศรัทธาและความเคร่งครัดของพวกเขา เพื่อหวังว่าจะเดินตามแนวทางและการอิบาดะฮ์ของพวกเขา
ผู้คนจึงเชื่อมัน เพราะมันเข้ามาในหัวใจของพวกเขาผ่านประตูแห่งการยกย่องบรรพบุรุษ จนพวกเขาสร้างรูปปั้นขึ้นมาและดำรงอยู่นานถึงสิบชั่วอายุคน โดยที่ชัยฏอนไม่ประสบความสำเร็จมากไปกว่านี้จนกระทั่งสามารถหลอกล่อได้ด้วยช่องทางนี้คือการให้ความยกย่องบรรพบุรุษเกินขอบเขต
อิบนุ อับบาส กล่าวว่า นี้คือบรรดารูปปั้นถูกเคารพบูชาและถูกกราบไหว้ในสมัยของนบีนูห์
อิบนุ ญะรีร ท่านกล่าวว่า : พวกเขาเป็นคนดีระหว่างยุคของอาดัมกับนบีนูห์ และมีผู้คนติดตามเจริญรอยตามพวกเขา แต่เมื่อพวกเขาเสียชีวิต
บรรดาผู้ที่เคยเจริญรอยตามก็พูดกันว่า : ถ้าเราสร้างรูปของพวกเขาไว้ ก็จะทำให้เรามีความกระตือรือร้นในการอิบาดะฮ์มากขึ้นเมื่อระลึกถึงพวกเขาจึงได้ทำการสร้างรูปขึ้นมาต่อมาเมื่อคนรุ่นนั้นเสียชีวิตและมีคนรุ่นหลังมาแทน
อิบลีสก็ซึมซาบเข้าสู่หัวใจของพวกเขา และกล่าวว่า : แท้จริงคนก่อน ๆ เคยบูชาพวกเขา และด้วยพวกเขานั่นแหละที่ทำให้ฝนตกลงมาดังนั้นพวกเขาจึงพากันกราบไหว้บูชาพวกนั้นต่อไป
จากนั้นคนรุ่นที่สองก็เกิดการเปลี่ยนแปลง จาก การยกย่อง กลายเป็น การตั้งภาคีต่ออัลลอฮ์ ถึงขั้นให้คุณสมบัติของอัลลอฮ์แก่รูปปั้น เช่น การให้คุณประโยชน์ โทษภัย และการให้ปัจจัยยังชีพ จึงทำให้การยกย่องนั้นกลายเป็นชิริกต่ออัลลอฮ์ และเป็นความวิปริตครั้งใหญ่ในเรื่องเตาและเมื่อการตั้งภาคีแพร่กระจายไปในหมู่คนรุ่นเหล่านี้ อัลลอฮ์ จึงได้ส่งนบีของพระองค์คือ นูห์ (อะลัยฮิสสลาม) มาเพื่อ:
1. ห้ามผู้คนจากการตั้งภาคี
2. แก้ไขหลักอากีดะฮ์ของพวกเขา
3. ชี้แจงแนวทางการอิบาดะฮ์ที่ถูกต้อง
และทำให้พวกเขาเห็นความผิดอันยิ่งใหญ่ที่ได้กระทำซึ่งขัดแย้งต่อแบบอย่างของบรรพบุรุษของพวกเขาคือ อาดัม (อะลัยฮิสสลาม)
แต่การให้ความเคารพและยกย่องบรรพบุรุษใกล้ชิดกลับกลายเป็นอุปสรรคต่อการตอบรับคำเชิญของนบี นูห์ (อะลัยฮิสสลาม) ดังที่อัลลอฮ์ ตรัสว่า :
وَكَذَلِكَ مَا أَرْسَلْنَا مِنْ قَبْلِكَ فِي قَرْيَةٍ مِنْ نَذِيرٍ إِلَّا قَالَ مُتْرَفُوهَا إِنَّا وَجَدْنَا آبَاءَنَا عَلَى أُمَّةٍ وَإِنَّا عَلَى آثَارِهِمْ مُقْتَدُونَ
“และเช่นเดียวกัน เราไม่ได้ส่งใครมาก่อนเจ้าไปยังหมู่บ้านใด ๆ โดยผู้ตักเตือนเว้นเสียแต่คนร่ำรวยในหมู่บ้านนั้นกล่าวว่า
‘แท้จริงเราพบว่าบรรพบุรุษของเราดำเนินอยู่บนแนวทางหนึ่ง และเราก็กำลังปฏิบัติตามรอยพวกเขา”
(อัซ-ซุฆรอฟ: 23)
ไม่มีความเชื่อมโยงระหว่างการเป็นลูกหลานของตระกูลใดกับความถูกต้องของสิ่งที่บรรพบุรุษทำ สิ่งที่ถูกต้องคือสิ่งที่สอดคล้องกับศาสนาอันเป็นที่พึงพอใจของอัลลอฮ์ และไม่ละเมิดกฎของพระองค์และความผิดที่ใหญ่ที่บรรดาผู้ดื้อรั้นต่อบรรดานบีได้ทำ คือ การยกย่องมรดกของบรรพบุรุษโดยไม่พิจารณาความถูกต้องของสิ่งที่พวกเขาทำ นบี นูห์ ยังคงเชิญชวนประชาชนของท่านต่อไป
ดังที่อัลลอฮ์ ตรัสว่า :
وَلَقَدۡ أَرۡسَلۡنَا نُوحًا إِلَىٰ قَوۡمِهِۦ فَلَبِثَ فِيهِمۡ أَلۡفَ سَنَةٍ إِلَّا خَمۡسِينَ عَامٗا فَأَخَذَهُمُ ٱلطُّوفَانُ وَهُمۡ ظَٰلِمُونَ
“และโดยแน่นอนเราได้ส่งนูหฺไปยังหมู่ชนของเขา และเขาได้อยู่ร่วมกับพวกเขาหนึ่งพันปีเว้นห้าสิบปี (950 ปี)
ดังนั้นอุทกภัยได้คร่าพวกเขาขณะที่พวกเขาเป็นผู้อธรรม ”
(อัล-อังกะบูต: 14)
ในช่วงเวลายาวนานนี้มีเพียงแค่แปดสิบคนเท่านั้นที่ศรัทธาซึ่งเป็นจำนวนที่น้อยมากเมื่อเทียบกับช่วงเวลาที่ยาวนาน บางรายงานบอกว่าเมื่อชายหรือหญิงจากประชาชนของนูห์ใกล้ตายพวกเขากลับเตือนลูก ๆ ให้ห่างไกลจากนูห์และคำเชิญของเขา ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการแทรกซึมของการตั้งภาคีที่อยู่ในจิตใจ และการปิดกั้นหนทางสู่อัลลอฮ์ดังนั้น จึงจำเป็นต้องมีการยุติสถานการณ์นี้และถอนรากถอนโคนของการปฏิเสธ
ดังที่อัลลอฮ์ ตรัสผ่านนบี นูห์ :
إِنَّكَ إِنْ تَذَرْهُمْ يُضِلُّوا عِبَادَكَ وَلَا يَلِدُوا إِلَّا فَاجِرًا كَفَّارًا
เพราะแท้จริง หากพระองค์ทรงปล่อยให้พวกเขาหลงเหลืออยู่ พวกเขาก็จะทำให้ปวงบ่าวของพระองค์หลงผิด
และพวกเขานั้นจะให้กำเนิดแต่พวกเลวทราม พวกปฏิเสธศรัทธาเท่านั้น”
(นูห์: 27)
พระองค์ทรงดำรัสให้ท่านนบีนูห์สร้างเรือ
وَٱصۡنَعِ ٱلۡفُلۡكَ بِأَعۡيُنِنَا وَوَحۡيِنَا وَلَا تُخَٰطِبۡنِي فِي ٱلَّذِينَ ظَلَمُوٓاْ إِنَّهُم مُّغۡرَقُونَ
และจ้าจงสร้างเรือภายใต้สายตาเราและตามคำบัญชาของเรา
และอย่ามาพูดกับข้า ถึงบรรดาผู้อธรรม แท้จริงพวกเขาจะถูกจมน้ำตาย
وَيَصۡنَعُ ٱلۡفُلۡكَ وَكُلَّمَا مَرَّ عَلَيۡهِ مَلَأٞ مِّن قَوۡمِهِۦ سَخِرُواْ مِنۡهُۚ قَالَ إِن تَسۡخَرُواْ مِنَّا فَإِنَّا نَسۡخَرُ مِنكُمۡ كَمَا تَسۡخَرُونَ
และเขาได้สร้างเรือ และคราใดที่บุคคลชั้นนำจากหมู่ชนของเขาผ่านเขา(นูหฺ) พวกเขาก็เยาะเย้ยเขา
เขาก็จะกล่าวว่า หากพวกท่านเยาะเย้ยพวกเรา แท้จริงเราก็จะเยาะเย้ยพวกท่านเช่นเดียวกับที่พวกท่านเยาะเย้ย
فَسَوۡفَ تَعۡلَمُونَ مَن يَأۡتِيهِ عَذَابٞ يُخۡزِيهِ وَيَحِلُّ عَلَيۡهِ عَذَابٞ مُّقِيمٌ
แล้วพวกท่านก็จะรู้ว่าผู้ใดที่การลงโทษอันอัปยศจะมายังเขา และการลงโทษอันยั่งยืนจะประสบแก่เขา
حَتَّى إِذَا جَاءَ أَمْرُنَا وَفَارَ التَّنُّورُ قُلْنَا احْمِلْ فِيهَا مِنْ كُلٍّ زَوْجَيْنِ اثْنَيْنِ وَأَهْلَكَ إِلَّا مَنْ سَبَقَ عَلَيْهِ الْقَوْلُ وَمَنْ آمَنَ وَمَا آمَنَ مَعَهُ إِلَّا قَلِيلٌ
จนกระทั่งเมื่อคำบัญชาของเราได้มา และบนพื้นแผ่นดินน้ำได้พวยพุ่งขึ้น
เรากล่าวว่า จงบรรทุกไว้ในเรือจากทุกชนิดเป็นคู่ ๆ และครอบครัวของเจ้าด้วย
เว้นแต่ผู้ที่พระดำรัสได้กำหนดแก่เขาไว้ก่อน และผู้ศรัทธา
แต่ไม่มีผู้ศรัทธาร่วมกับเขานอกจากจำนวนเล็กน้อย
وَقَالَ ارْكَبُوا فِيهَا بِسْمِ اللَّهِ مَجْرَاهَا وَمُرْسَاهَا إِنَّ رَبِّي لَغَفُورٌ رَحِيمٌ
และเขากล่าวว่า พวกท่านจงลงในเรือด้วยพระนามของอัลลอฮฺ ทั้งในยามแล่นของมันและในยามจอดของมัน
แท้จริงพระเจ้าของฉันเป็นผู้ทรงอภัย ผู้ทรงเมตตาเสมอ
وَهِيَ تَجْرِي بِهِمْ فِي مَوْجٍ كَالْجِبَالِ وَنَادَى نُوحٌ ابْنَهُ وَكَانَ فِي مَعْزِلٍ يَابُنَيَّ ارْكَبْ مَعَنَا وَلَا تَكُنْ مَعَ الْكَافِرِينَ
และมันพาพวกเขาไปท่ามกลางคลื่นลูกเท่าภูเขา
และนูหฺได้ร้องเรียกลูกชายของเขาซึ่งอยู่อย่างโดดเดี่ยว
โอ้ลูกของฉันเอ๋ย จงมาโดยสารเรือกับเราเถิด และเจ้าอย่าอยู่ร่วมกับผู้ปฏิเสธศรัทธาเลย
قَالَ سَآوِي إِلَى جَبَلٍ يَعْصِمُنِي مِنَ الْمَاءِ قَالَ لَا عَاصِمَ الْيَوْمَ مِنْ أَمْرِ اللَّهِ إِلَّا مَنْ رَحِمَ وَحَالَ بَيْنَهُمَا الْمَوْجُ فَكَانَ مِنَ الْمُغْرَقِينَ
เขา(ลูกชาย) กล่าวว่า ฉันจะไปอาศัยภูเขาลูกหนึ่ง มันจะคุ้มครองฉันจากน้ำนี้ได้
เขา(นูหฺ) กล่าวว่า ไม่มีผู้ใดคุ้มครองในวันนี้จากพระบัญชาของอัลลอฮฺ เว้นแต่ผู้ที่พระองค์ทรงเมตตา
และคลื่นได้ซัดเข้ามาระหว่างเขาทั้งสอง และเขา(ลูกชาย) ได้อยู่ในหมู่ผู้จมน้ำ
وَقِيلَ يَاأَرْضُ ابْلَعِي مَاءَكِ وَيَاسَمَاءُ أَقْلِعِي وَغِيضَ الْمَاءُ وَقُضِيَ الْأَمْرُ وَاسْتَوَتْ عَلَى الْجُودِيِّ وَقِيلَ بُعْدًا لِلْقَوْمِ الظَّالِمِينَ
และได้มีเสียงกล่าวว่า แผ่นดินเอ๋ย จงกลืนน้ำของเจ้า และฟ้าเอ๋ย จงหยุด
และน้ำได้ลดลงและกิจการได้ถูกตัดสิน และมันได้จอดเทียบอยู่ที่ญูดีย์
และได้มีเสียงกล่าวว่า ความหายนะจงประสบแก่หมู่ชนผู้อธรรมเถิด
وَنَادَى نُوحٌ رَبَّهُ فَقَالَ رَبِّ إِنَّ ابْنِي مِنْ أَهْلِي وَإِنَّ وَعْدَكَ الْحَقُّ وَأَنْتَ أَحْكَمُ الْحَاكِمِينَ
และนูหฺได้ร้องเรียนต่อพระเจ้าของเขาโดยกล่าวว่า
ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้าของข้าพระองค์แท้จริงลูกชายของข้าพระองค์เป็นคนหนึ่งในครอบครัวของข้าพระองค์
และแท้จริงสัญญาของพระองค์นั้นเป็นความจริง และพระองค์ท่านนั้นทรงตัดสินเที่ยงธรรมยิ่ง ในหมู่ผู้ตัดสินทั้งหลาย
قَالَ يَانُوحُ إِنَّهُ لَيْسَ مِنْ أَهْلِكَ إِنَّهُ عَمَلٌ غَيْرُ صَالِحٍ فَلَا تَسْأَلْنِ مَا لَيْسَ لَكَ بِهِ عِلْمٌ إِنِّي أَعِظُكَ أَنْ تَكُونَ مِنَ الْجَاهِلِينَ
พระองค์ทรงตรัสว่า โอ้นูหฺเอ๋ย แท้จริงเขามิได้เป็นคนหนึ่งในครอบครัวของเจ้า แท้จริงการกระทำของเขาไม่ดี
ดังนั้น เจ้าอย่าร้องเรียนต่อข้าในสิ่งที่เจ้าไม่มีความรู้ แท้จริงข้าขอเตือนเจ้าที่เจ้าจะอยู่ในหมู่ผู้งมงาย
قَالَ رَبِّ إِنِّي أَعُوذُ بِكَ أَنْ أَسْأَلَكَ مَا لَيْسَ لِي بِهِ عِلْمٌ وَإِلَّا تَغْفِرْ لِي وَتَرْحَمْنِي أَكُنْ مِنَ الْخَاسِرِينَ
เขากล่าวว่า ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้าของข้าพระองค์ แท้จริงข้าพระองค์ขอความคุ้มครองต่อพระองค์ท่าน
ให้พ้นจากการร้องเรียนต่อพระองค์ท่านในสิ่งที่ข้าพระองค์ไม่มีความรู้ในเรื่องนั้น
และหากพระองค์ท่านไม่ทรงอภัยแก่ข้าพระองค์ และไม่ทรงเมตตาข้าพระองค์แล้ว ข้าพระองค์ก็จะอยู่ในหมู่ผู้ขาดทุน
قِيلَ يَٰنُوحُ ٱهۡبِطۡ بِسَلَٰمٖ مِّنَّا وَبَرَكَٰتٍ عَلَيۡكَ وَعَلَىٰٓ أُمَمٖ مِّمَّن مَّعَكَۚ وَأُمَمٞ سَنُمَتِّعُهُمۡ ثُمَّ يَمَسُّهُم مِّنَّا عَذَابٌ أَلِيمٞ
ได้มีเสียงกล่าวว่า โอ้นูหฺเอ๋ย จงลงไป(จากเรือ) ด้วยความศานติจากเรา และความจำเริญแก่เจ้า และแก่กลุ่มชนที่อยู่กับเจ้า
และกลุ่มชนอื่นที่เราจะให้พวกเขาหลงระเริง แล้วการลงโทษอย่างเจ็บปวดจากเราก็จะประสบแก่พวกเขา
تِلۡكَ مِنۡ أَنۢبَآءِ ٱلۡغَيۡبِ نُوحِيهَآ إِلَيۡكَۖ مَا كُنتَ تَعۡلَمُهَآ أَنتَ وَلَا قَوۡمُكَ مِن قَبۡلِ هَٰذَاۖ فَٱصۡبِرۡۖ إِنَّ ٱلۡعَٰقِبَةَ لِلۡمُتَّقِينَ
เหล่านั้นคือส่วนหนึ่งจากเรื่องราวอันเร้นลับที่เราได้วะอีมายังเจ้า(มุฮัมมัด) เจ้าไม่รู้เรื่องนี้และกลุ่มชนของเจ้าก็ไม่รู้มาก่อนเลย
ดังนั้นเจ้าจงอดทน แท้จริงบั้นปลายที่ดีนั้นสำหรับบรรดาผู้ยำเกรง
(ซูเราะห์ฮูด : 37-49)
โอ้พี่น้องมุสลิมทั้งหลายอัลกุรอานอันทรงเกียรติเต็มไปด้วยเรื่องราวมากมายที่อัลลอฮ์ ได้กล่าวไว้เพื่อให้เราได้ตระหนักและพิจารณา เพื่อเป็นสัญลักษณ์ บทเรียน และข้อคิดแก่เรา และในบรรดาเรื่องราวเหล่านั้น คือเรื่องราวของบรรดาพ่อและลูก ซึ่งมีปรากฏหลายตอนในอัลกุรอาน หนึ่งในนั้นคือ เรื่องราวของนบีของอัลลอฮ์ นูห์ และเหตุการณ์ระหว่างท่านกับลูกชายของท่าน ผู้ที่ปฏิเสธไม่ยอมขึ้นเรือกับท่าน เพื่อให้รอดพ้นจากเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่
เมื่อถึงวันที่น่าหวาดหวั่นนั้น เตาก็พลุ่งขึ้น และน้ำก็เริ่มปรากฏขึ้นบนพื้นแผ่นดิน นบี นูห์รู้ทันทีว่า พระสัญญาของพระเจ้าของท่านได้มาถึงแล้ว ท่านจึงรีบเปิดเรือของท่าน และพาสัตว์ทั้งบกและนกตามที่อัลลอฮ์ทรงสั่งไว้เข้าไปในเรือ แล้วท่านก็เริ่มเรียกบรรดาผู้ศรัทธาให้ขึ้นเรือไปด้วยกัน
เหล่าผู้ศรัทธาทั้งหมดได้ขึ้นเรือ ยกเว้นภรรยาของท่านซึ่งเป็นผู้ปฏิเสธศรัทธา นางไม่ได้ขึ้นไปบนเรือ นบี นูห์มองหาลูกชายของท่านแต่ไม่พบ และทันใดนั้นเอง ท้องฟ้าก็เริ่มโปรยฝนลงมาอย่างหนัก น้ำฝนหลั่งลงมาในปริมาณที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน น้ำบนพื้นดินก็พุ่งขึ้นมาจากทุกทิศทุกทาง จนน้ำจากฟ้ากับน้ำจากแผ่นดินมาบรรจบกัน
ระดับน้ำเริ่มสูงขึ้น สูงขึ้น และสูงขึ้น ลมพายุรุนแรง พัดจนเกิดคลื่นยักษ์ ทันใดนั้น นบี นูห์ก็เห็นลูกชายของท่าน ท่านกลัวว่าเขาจะจมน้ำ จึงเรียกเขาด้วยความห่วงใย
وَنَادَى نُوحٌ ابْنَهُ وَكَانَ فِي مَعْزِلٍ يَابُنَيَّ ارْكَبْ مَعَنَا وَلَا تَكُنْ مَعَ الْكَافِرِينَ
และมันแล่นพาพวกเขาไปท่ามกลางคลื่นลูกเท่าภูเขา และนูหฺได้ร้องเรียกลูกชายของเขาซึ่งอยู่อย่างโดดเดี่ยว
โอ้ลูกของฉันเอ๋ย จงมาโดยสารเรือกับเราเถิด และเจ้าอย่าอยู่ร่วมกับผู้ปฏิเสธศรัทธาเลย
แต่ลูกชายผู้ปฏิเสธศรัทธานั้นกลับปฏิเสธ และดื้อดึงอยู่บนความปฏิเสธของเขา
อัลลอฮ์ได้ทรงบอกคำพูดของเขาไว้ว่า
قَالَ سَآوِي إِلَى جَبَلٍ يَعْصِمُنِي مِنَ الْمَاءِ
เขา(ลูกชาย) กล่าวว่า ฉันจะไปอาศัยภูเขาลูกหนึ่ง มันจะคุ้มครองฉันจากน้ำนี้ได้
ลูกชายผู้ปฏิเสธศรัทธานั้นเข้าใจผิด คิดว่า น้ำท่วมจะไม่มีทางขึ้นไปถึงยอดเขา และเขาไม่รู้ว่าอัลลอฮ์ ได้กำหนดไว้แล้วว่า จะไม่มีใครรอดบนแผ่นดินเลย นอกจากผู้ที่อยู่ในเรือเท่านั้น และเมื่ออัลลอฮ์ทรงกำหนดสิ่งใดขึ้นแล้ว ก็ไม่มีผู้ใดสามารถขัดขวางได้ในขณะนั้น นบีของอัลลอฮ์ นูห์ จึงมองไปยังลูกชายของท่านด้วยสายตาแห่งความโศกเศร้าและสงสาร แล้วกล่าวว่า
قَالَ لَا عَاصِمَ الْيَوْمَ مِنْ أَمْرِ اللَّهِ إِلَّا مَنْ رَحِمَ وَحَالَ بَيْنَهُمَا الْمَوْجُ فَكَانَ مِنَ الْمُغْرَقِينَ
เขา(นูหฺ) กล่าวว่า ไม่มีผู้ใดคุ้มครองในวันนี้จากพระบัญชาของอัลลอฮฺ เว้นแต่ผู้ที่พระองค์ทรงเมตตา
และคลื่นได้ซัดเข้ามาระหว่างเขาทั้งสอง และเขา(ลูกชาย) ได้อยู่ในหมู่ผู้จมน้ำ
ใช่แล้ว ไม่มีผู้ใดปลอดภัยจากการลงโทษของอัลลอฮ์ นอกจากผู้ที่อัลลอฮ์ทรงเมตตาด้วยความกรุณาและความโปรดปรานของพระองค์ จะไม่มีภูเขาใดช่วยได้ ไม่มีที่หลบภัยใดปกป้องได้ ไม่มีผู้คุ้มครองหรือป้องกันใด ๆ นอกจากผู้ที่อัลลอฮ์ทรงเมตตาเท่านั้น
นบีของอัลลอฮ์ นูห์จึงรู้สึกเศร้าเสียใจกับชะตาของลูกชาย และสงสารเขาอย่างมาก ท่านจึงยกมือขึ้นสู่ท้องฟ้า อ้อนวอนต่ออัลลอฮ์อย่างสุดความหวัง
อัลลอฮ์ ได้ตรัสว่า
وَنَادَى نُوحٌ رَبَّهُ فَقَالَ رَبِّ إِنَّ ابْنِي مِنْ أَهْلِي وَإِنَّ وَعْدَكَ الْحَقُّ وَأَنْتَ أَحْكَمُ الْحَاكِمِينَ
และนูหฺได้ร้องเรียนต่อพระเจ้าของเขาโดยกล่าวว่า ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้าของข้าพระองค์
แท้จริงลูกชายของข้าพระองค์ เป็นคนหนึ่งในครอบครัวของข้าพระองค์
และแท้จริงสัญญาของพระองค์นั้นเป็นความจริง และพระองค์ท่านนั้นทรงตัดสินเที่ยงธรรมยิ่ง ในหมู่ผู้ตัดสินทั้งหลาย
ดังนั้น คำตอบจากอัลลอฮ์ผู้ยิ่งใหญ่ก็ได้มาถึงว่าเขาไม่ได้อยู่ในหมู่ครอบครัวของเจ้า ที่ข้าได้สัญญาว่าจะให้รอดพ้น เพราะเขาเป็นหนึ่งในบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธา
เมื่อถึงตอนนี้ นบีของอัลลอฮ์ นูห์ จึงตระหนักว่า ลูกชายของท่านมิได้เป็นผู้ศรัทธา และไม่ได้เชื่อในสารอันเป็นสัจธรรมที่ท่านนำมา ท่านจึงยอมจำนนต่อพระบัญชาของอัลลอฮ์ และพึงพอใจต่อการกำหนดของพระองค์ พร้อมทั้งขออภัยโทษต่อพระเจ้าของท่าน ที่ได้วิงวอนขอให้ลูกชายผู้ปฏิเสธรอดพ้น
อัลลอฮ์ ได้ตรัสว่า
قَالَ يَانُوحُ إِنَّهُ لَيْسَ مِنْ أَهْلِكَ إِنَّهُ عَمَلٌ غَيْرُ صَالِحٍ فَلَا تَسْأَلْنِ مَا لَيْسَ لَكَ بِهِ عِلْمٌ إِنِّي أَعِظُكَ أَنْ تَكُونَ مِنَ الْجَاهِلِينَ
พระองค์ตรัสว่า โอ้นูหฺเอ๋ย แท้จริงเขามิได้เป็นคนหนึ่งในครอบครัวของเจ้า แท้จริงการกระทำของเขาไม่ดี
ดังนั้น เจ้าอย่าร้องเรียนต่อข้าในสิ่งที่เจ้าไม่มีความรู้ แท้จริงข้าขอเตือนเจ้าที่เจ้าจะอยู่ในหมู่ผู้งมงาย
قَالَ رَبِّ إِنِّي أَعُوذُ بِكَ أَنْ أَسْأَلَكَ مَا لَيْسَ لِي بِهِ عِلْمٌ وَإِلَّا تَغْفِرْ لِي وَتَرْحَمْنِي أَكُنْ مِنَ الْخَاسِرِينَ
เขากล่าวว่า ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้าของข้าพระองค์
แท้จริงข้าพระองค์ขอความคุ้มครองต่อพระองค์ท่าน ให้พ้นจากการร้องเรียนต่อพระองค์ท่านในสิ่งที่ข้าพระองค์ไม่มีความรู้ในเรื่องนั้น
และหากพระองค์ท่านไม่ทรงอภัยแก่ข้าพระองค์ และไม่ทรงเมตตาข้าพระองค์แล้ว ข้าพระองค์ก็จะอยู่ในหมู่ผู้ขาดทุน
และในเรื่องนี้มีบทเรียนอันยิ่งใหญ่สำหรับบรรดาผู้ศรัทธาจนถึงวันกิยามะฮ์ อัลลอฮ์ ทรงสอนนบีของพระองค์ คือ นูห์ และสอนเราด้วยว่า : ความผูกพันและเครือญาติที่แท้จริงระหว่างมนุษย์ ไม่ได้อยู่ที่สายเลือดหรือเชื้อสาย แต่คือความเชื่อในศาสนาและอากีดะฮ์
แม้ว่าการตายของลูกชายผู้ที่นูห์ได้เลี้ยงดูในอ้อมแขน และรักอย่างสุดหัวใจ จะเป็นสิ่งที่สร้างความเจ็บปวดอย่างยิ่งแก่หัวใจของท่าน แต่ความรักของท่านที่มีต่ออัลลอฮ์ และการยอมจำนนต่อพระองค์นั้น ยิ่งใหญ่กว่า ความรักที่มีต่อลูกชายของท่าน
ดังนั้น เราไม่ควรให้ความรักใด ๆ มาก่อนความรักต่ออัลลอฮ์ในหัวใจของเรา ไม่ว่าจะเป็นความรักต่อพ่อ แม่ หรือลูก แต่ ความรักต่ออัลลอฮ์ต้องมาก่อนเสมอ แล้วจึงตามมาด้วยผู้อื่น
เพราะฉะนั้น แม้นบี นูห์จะรักลูกของท่านมากเพียงใด ท่านก็ยังคงให้ความรักต่ออัลลอฮ์มากกว่า และยอมจำนนต่อกำหนดของพระองค์ เพื่อแสวงหาความพึงพอพระทัยจากอัลลอฮ์
ผู้ที่ใคร่ครวญและพิจารณาในบรรดาโองการของอัลกุรอานอันประเสริฐ จะเห็นได้ว่า อัลกุรอานให้ความสำคัญอย่างมากต่อการเลี้ยงดูและอบรมบุตร ทั้งในด้านคำพูดและพฤติกรรม และหนึ่งในหลักฐานของความใส่ใจนี้ คือ บทสนทนาระหว่างพ่อกับลูก ที่ปรากฏหลายตอน ซึ่งเต็มไปด้วยบทเรียนทางการอบรมสั่งสอน ที่ผู้เป็นพ่อและผู้ทำหน้าที่อบรมควรตระหนักในการเลี้ยงดูเยาวชน และควรนำบทสนทนาเหล่านั้นมาเชื่อมโยงกับชีวิตของคนหนุ่มสาว เพื่อเป็นเสบียงแก่พวกเขา เป็นอาหารสำหรับจิตวิญญาณและความคิดของพวกเขา
และในเรื่องราวของนบีของอัลลอฮ์ นูห์ กับลูกชายของท่าน ซึ่งเราได้กล่าวถึงในวันนี้ ได้แสดงให้เห็นถึง ความลึกซึ้งทางการอบรม ที่ปรากฏผ่านบทสนทนาอันงดงามและพิเศษ ระหว่าง นบีผู้เต็มไปด้วยความเมตตา กับ ลูกชายผู้ดื้อดึง ที่ปฏิเสธไม่ยอมศรัทธาต่อท่าน และยังคงอยู่บนการปฏิเสธร่วมกับบรรดาผู้ที่กล่าวหาว่านูห์โกหก
นบี นูห์ (อะลัยฮิสสลาม) ไม่ได้อาศัยสถานะของท่านในฐานะศาสนทูต และไม่ได้ใช้ อำนาจความเป็นพ่อ บังคับลูกชายให้ศรัทธา ไม่ได้บังคับหรือยัดเยียดให้เขาเชื่อ และการกระทำของลูกที่อกตัญญูนั้น ก็ไม่ได้ทำให้ท่านโกรธจนออกนอกแนวทางของการสนทนาเชิงสร้างสรรค์ในการตักเตือน
แต่ในทางกลับกัน นูห์ (อะลัยฮิสสลาม) มุ่งมั่นใช้ทุกเหตุผลแห่งการอบรมลูก ด้วย การสนทนา ความเข้าใจ และการเชิญชวนด้วยคำเตือนที่งดงาม และท่านไม่เคยสิ้นหวัง แม้ในวินาทีสุดท้าย ดังที่อัลลอฮ์ได้กล่าวว่า:
“และคลื่นได้แทรกระหว่างทั้งสอง และเขาจึงเป็นหนึ่งในผู้จมน้ำ”
(ฮูด: 43)
การที่นบีของอัลลอฮ์ นูห์ ยังคงเชิญชวนลูกชายให้ศรัทธา ทั้งที่เรือได้เริ่มแล่นไปแล้ว และคลื่นนั้นสูงยิ่งดั่งภูเขาเป็นสัญลักษณ์ถึงความจำเป็นที่ผู้ทำหน้าที่อบรม ต้องไม่ละทิ้งบทบาทในการสั่งสอนด้วยการสนทนา แม้ในช่วงสุดท้าย หากยังสามารถทำได้
ดังนั้น บรรดาพ่อแม่ควรตระหนักถึง ความสำคัญของความสมดุลและความพอดีในการเลี้ยงดูลูก เพราะพวกเขา ไม่อาจกำหนดอนาคตหรือชะตาชีวิตของลูก ๆ ได้เอง แต่หน้าที่ของพ่อแม่คือ การทำอย่างเต็มความสามารถ ในการจัดเตรียมปัจจัยแห่งความสำเร็จในชีวิตให้แก่พวกเขา แล้วจึงมอบหมายและมอบความไว้วางใจไว้กับอัลลอฮ์ และยอมรับผลลัพธ์ตามที่พระองค์ทรงกำหนด
และอีกหนึ่งจากประโยชน์สำคัญและเนื้อหาทางการอบรมที่ได้รับจากเรื่องราวนี้ คือว่า ความเมตตาในความเป็นพ่อ และสายสัมพันธ์แห่งญาติ ทำให้นบี นูห์ร้องขอให้ลูกชายรอดพ้น เนื่องจากท่านผูกพันและเป็นห่วงเขาอย่างมาก แม้เช่นนั้น ท่านก็ยังคงรักษามารยาทและความงามในการขอ
ดังที่อัลลอฮ์ ตรัสว่า:
และนูห์ได้วิงวอนพระเจ้าของเขา โดยกล่าวว่า:
ข้าแต่พระเจ้าของข้าพระองค์ แท้จริงลูกของข้าพระองค์เป็นคนในครอบครัวของข้าพระองค์
และพระสัญญาของพระองค์นั้นเป็นความจริง และพระองค์คือผู้ทรงชี้ขาดทั้งมวล
(ฮูด 45)
พระองค์ตรัสว่า :
โอ้นูห์ เขามิได้อยู่ในครอบครัวของเจ้า แท้จริงการกระทำของเขาไม่ชอบธรรม
ดังนั้นอย่าถามในสิ่งที่เจ้าไม่มีความรู้ แท้จริงข้าขอเตือนเจ้า อย่าให้เจ้าเป็นหนึ่งในผู้โง่เขลา
(ฮูด 46)
นูห์กล่าวว่า :
ข้าแต่พระเจ้าของข้าพระองค์ ข้าพระองค์ขอความคุ้มครองจากพระองค์ จากการถามในสิ่งที่ข้าพระองค์ไม่มีความรู้
และหากพระองค์ไม่ทรงอภัยและเมตตาต่อข้าพระองค์แล้ว ข้าพระองค์จะเป็นหนึ่งในผู้ขาดทุน
(ฮูด 47)
และการใช้คำเรียก แสดงถึง ความอ่อนโยนของพ่อ ดังที่ปรากฏในบทสนทนาระหว่างนูห์ (อะลัยฮิสสลาม) กับลูกชาย และความเมตตาของพ่อที่มีต่อลูกนั้น คือความเมตตาที่แรงกล้าที่สุด แล้วเป็นอย่างไร ถ้าความเมตตานั้นมาพร้อมกับความกลัวว่าลูกจะตายในสภาพปฏิเสธศรัทธา !
การเรียกด้วยคำว่า “يا بني” (โอ้ลูกเอ๋ย) แสดงถึงความอ่อนโยน การเตือนด้วยความรัก และการระลึกถึงสิทธิของความเป็นพ่อ
ในขณะที่การปฏิเสธศรัทธาได้ปิดหัวใจของลูกชาย ไม่ให้ตอบรับความเมตตานั้น เขาจึงตอบกลับด้วยความแข็งกระด้าง ไม่ยอมใช้คำว่า “يا أبتِ (พ่อเอ๋ย)” แต่กลับพูดว่า: ข้าจะไปพึ่งภูเขาที่จะปกป้องข้าจากน้ำได้
นอกจากนี้ นบี นูห์ยังใช้รูปคำย่อ “بني” ซึ่งเป็นคำย่อของ “ابني (ลูกของฉัน)” ซึ่งการใช้คำย่อเช่นนี้เป็นถ้อยคำที่สื่อถึงความสงสาร ความอ่อนโยน และในอีกด้านหนึ่งก็สื่อถึงความเศร้า เพราะรูปคำย่อในภาษาอาหรับถูกใช้ในหลายความหมาย รวมถึงการแสดงความเจ็บปวดทางใจ นูห์ใช้ถ้อยคำนี้เพื่อปลุกเร้าความรู้สึกของลูกให้หันกลับมาสู่ศรัทธาและความปลอดภัย
จากบรรดาประโยชน์ทางการอบรมที่ได้รับจากบทสนทนานี้ ได้แก่ : ความใส่ใจในการใช้วิธีการสนทนา เป็นแนวทางที่พ่อใช้ในการสื่อสารกับลูกและผู้อื่น เพราะเป็นแบบอย่างที่ดี
บทสนทนาที่ดำเนินไปตามหลักของการพูดคุยที่เหมาะสมอาจมีผลต่อจิตใจของลูกได้มากกว่าการสั่งสอนแบบตรง ๆ ดังนั้น ผู้เป็นพ่อจำเป็นต้องใส่ใจและระมัดระวังในการสร้างการสนทนาที่มีประสิทธิภาพและสร้างสรรค์ในทุกสถานการณ์
และประโยชน์อีกประการหนึ่ง คือ การยึดรูปแบบการสนทนาตามแนวทางของอัลกุรอาน เช่น การใช้ถ้อยคำเฉพาะและการกล่าวซ้ำ เช่นคำว่า “يا بني” (โอ้ลูกเอ๋ย) การสื่อสารที่มาพร้อมกับความรักและความเมตตา การทำให้ผู้อื่นรู้สึกอบอุ่น และการแสดงความห่วงใย รวมถึงการใช้วิธีการอธิบายเหตุผลและชี้แจงให้ลูกเข้าใจ ซึ่งทั้งหมดล้วนเป็นหลักการสำคัญในงานอบรมสั่งสอนเยาวชน