เกร็ดความรู้ในการปฏิบัติอิบาดะฮ์
แปลเรียบเรียง...เพจบันทึกฮัก
ชัยคฺ อับดุสสลาม อัชชุวัยอิร -ฮะฟิซ่อฮุลลอฮฺ-
ผู้ใดกล่าวถ้อยคำเหล่านี้ อัลลอฮฺจะประทานสิ่งที่เขาปรารถนา แม้เขาจะไม่เอ่ยขอก็ตาม
"การให้ความบริสุทธิ์ต่ออัลลอฮฺ (ด้วยการกล่าว "ซุบฮานัลลอฮฺ") เป็นถ้อยคำที่ดีที่สุดที่ผู้เป็นบ่าวสามารถกล่าวหลังจากการอ่านอัลกุรอ่าน และอัลลอฮฺผู้ทรงสูงส่งได้ประทานคุณประโยชน์สามประการให้แก่ผู้ที่กล่าวตัซเบียะฮฺ (กล่าว 'ซุบฮานัลลอฮฺ') ไว้ในอัลกุรอ่าน
وَالْبَاقِيَاتُ الصَّالِحَاتُ خَيْرٌ عِندَ رَبِّكَ ثَوَابًا وَخَيْرٌ أَمَلًا (46)
"และ (คำพูด) ที่คงอยู่ตลอดไปซึ่งเป็นความดีนั้น เป็นสิ่งที่ดียิ่ง ณ พระเจ้าของเจ้า ทั้งในด้านผลตอบแทนและความหวัง"
(อัลกะฮฺฟ:46)
وَالْبَاقِيَاتُ الصَّالِحَاتُ خَيْرٌ عِندَ رَبِّكَ ثَوَابًا وَخَيْرٌ مَّرَدًّا (76)
"และคำพูดที่คงอยู่ตลอดไปซึ่งเป็นความดีนั้น เป็นสิ่งที่ดียิ่ง ณ พระเจ้าของเจ้า ทั้งในด้านผลตอบแทนและการกลับคืน"
( มัรยัม:76)
คำว่า "อัลบากิยาตุศ ศอลิฮาต" (الباقيات الصالحات) ในฮะดีษของ อบีสะอีด และอื่น ๆ หมายถึง:
ซุบฮานัลลอฮฺ (سبحان الله)
อัลฮัมดุลิลลาฮฺ (الحمد لله)
ลาอิลาฮะ อิลลัลลอฮฺ (لا إله إلا الله)
อัลลอฮุอักบัร (الله أكبر)
และท่านนบี ﷺ ก็เริ่มการกล่าวถ้อยคำเหล่านี้ด้วย "ซุบฮานัลลอฮฺ" ซึ่งแสดงถึงความยิ่งใหญ่ของคำๆนี้
ดังนั้น การกล่าวถ้อยคำนี้อย่างสม่ำเสมอ จึงทำให้ได้รับผลบุญที่ดีที่สุด หลังจากการปฏิบัติวาญิบต่างๆและการอ่านอัลกุรอ่าน และหนึ่งในนั้นคือ การกล่าว (ซุบฮานัลลอฮฺ) ซึ่งเป็น การงานที่ดีที่สุด
หากผู้ใด - มีความหวัง มีความปรารถนา หรือ หวาดกลัวสิ่งใดก็ตาม- แล้วเขาเลือกที่จะกล่าวสรรเสริญอัลลอฮฺอย่างสม่ำเสมอ ด้วยถ้อยคำที่ว่า "ลาอิลาฮะอิลลัลลอฮฺ" "อัลฮัมดุลิลลาฮฺ" เขาจะได้รับสิ่งที่เขาหวังแม้จะไม่ได้เอ่ยขอก็ตาม
จากฮะดีษของ อิบนุ อับบาส -ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุ- :
ชายอาหรับชนบทคนหนึ่งมาหาท่านนบี ﷺ และกล่าวว่า: "โอ้ท่านร่อซู้ล จงสอนถ้อยคำบางคำให้แก่ฉันด้วยเถิด"
ท่านนบี ﷺ ตอบว่า: "จงกล่าวว่า ซุบฮานัลลอฮฺ อัลฮัมดุลิลลาฮฺ ลาอิลาฮะอิลลัลลอฮฺ อัลลอฮุอักบัร"
ชายคนนั้นกล่าวว่า: "คำเหล่านี้เป็นถ้อยคำสำหรับอัลลอฮฺ แล้วสำหรับฉันล่ะ?"
ท่านนบีกล่าวว่า: "เมื่อท่านกล่าวถ้อยคำเหล่านี้ อัลลอฮฺจะตรัสว่า 'จงขอ แล้วท่านจะได้รับ' "
ผู้ใดกล่าวถ้อยคำเหล่านี้อย่างสม่ำเสมอ เขาจะได้รับสิ่งที่ดียิ่งกว่าสิ่งที่เขาหวัง
ฮะดีษของ อบี สะอีด (ซึ่งบันทึกโดยอันนะซาอีย์):
"ผู้ที่สาละวนอยู่กับการรำลึกถึงข้า (การซิกรุลลอฮฺ) จนลืมขอสิ่งต่างๆ ข้า(หมายถึงอัลลอฮฺ)จะประทานให้เขายิ่งกว่าที่เขาขอ"
และสุดท้าย คำกล่าวสรรเสริญเหล่านี้คือ "การกลับคืน" ที่ดีที่สุดทั้งในโลกนี้และอาคิเราะฮฺ เพราะมันดียิ่งกว่าทาสรับใช้ (ตามที่ท่านนบีﷺแนะนำท่านหญิงฟาฏิมะฮฺและท่านอลี) และดียิ่งกว่าทุกสิ่งในโลกนี้ หรือสิ่งใดๆก็ตามที่ผู้คนคาดหวังไว้จากโลกนี้"
หนึ่งในมารยาทของการขอดุอาคือการขอตามลำดับ
ให้เริ่มต้นขอดุอาให้ตนเองก่อน (لنفسه) ขอให้พ่อแม่ (لولديه) และขอให้มุสลิมคนอื่นๆ (لبقية المسلمين)
ตัวอย่างการขอดุอาจากอัลกุรอ่าน : ท่านนบีนูฮฺ -อะลัยฮิสลาม- กล่าวว่า:
(رَبِّ اغْفِرْ لِي وَلِوَالِدَيَّ وَلِمَنْ دَخَلَ بَيْتِيَ مُؤْمِنًا وَلِلْمُؤْمِنِينَ وَالْمُؤْمِنَاتِ)
"โอ้อัลลอฮฺ โปรดอภัยให้แก่ข้าพระองค์ และแก่บิดามารดาของข้าพระองค์ และแก่ผู้ที่ได้เข้าสู่บ้านของข้าพระองค์ในฐานะผู้ศรัทธา และแก่บรรดามุสลิมชายและหญิงทั้งหลาย..."
ท่านนบีอิบรอฮีม -อะลัยฮิสลาม- กล่าวว่า:
(رَبَّنَا اغْفِرْ لِي وَلِوَالِدَيَّ وَلِلْمُؤْمِنِينَ يَوْمَ يَقُومُ الْحِسَابُ)
"โอ้พระเจ้าของเรา โปรดอภัยให้แก่ข้าพระองค์ และแก่บิดามารดาของข้าพระองค์ และแก่ผู้ศรัทธาทั้งหลายในวันแห่งการคิดบัญชี"
จากรายงานของอุบัยยฺ บิน กะอับ -ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุ- กล่าวว่า:
"ท่านร่อซูลุลลอฮฺﷺ เมื่อท่านรำลึกถึงใคร ท่านจะขอดุอาให้แก่ผู้นั้น โดยเริ่มจากการขอให้ตนเอง"
(บันทึกโดย มุสลิม)
จากดุอาของอิหม่ามอะฮฺหมัด อิบนุ ฮัมบัล -ร่อฮิมะฮุลลอฮฺ-
"اللَّهُمَّ اغْفِرْ لِي وَلِوَالِدَيَّ وَلِمُحَمَّدِ بْنِ إِدْرِيسَ الشَّافِعِيِّ"
"โอ้อัลลอฮฺ โปรดอภัยให้แก่ข้าพระองค์ แก่บิดามารดาของข้าพระองค์ และแก่ท่านอิหม่ามอัชชาฟิอีย์ด้วยเถิด"
مناقب الشافعي للبيهقي ٢/٢٥٤
อิหม่าม อัซซะยูฏีย์ -ร่อฮิมะฮุลลอฮฺ- กล่าวว่า:
"ควรเริ่มต้นดุอาด้วยการขอให้ตนเองก่อนการขอให้ผู้อื่น เพราะมีแนวโน้มจะได้รับการตอบรับมากกว่า
เนื่องจากเป็นการแสดงถึงความบริสุทธิ์ใจในความต้องการอย่างแท้จริง แสดงถึงความเป็นบ่าวอย่างลึกซึ้ง แสดงถึงความถ่อมตน และห่างไกลจากความเย่อหยิ่ง และสิ่งนี้คือแบบฉบับของบรรดานบีและบรรดาร่อซู้ล"
" الشمائل الشريفة " (ص 139)
ชัยคฺ ศอและฮฺ เฟาซาน -ฮะฟิซ่อฮุลลอฮฺ-
การละหมาดตะฮัจญุดเป็นญะมาอะฮฺในเดือนร่อมะฎอนเป็นบิดอะฮ์จริงหรือ ?
คำถาม : การละหมาดตะฮัจญุดร่วมกันเป็นญะมาอะฮฺในช่วงปลายคืนของเดือนร่อมะฎอนถือว่าเป็นบิดอะฮ์หรือไม่? และการละหมาดเกิน 11 ร่อกาอัตถือว่าผิดหรือไม่?
คำตอบ : ผู้ที่กล่าวว่าเป็นบิดอะฮ์นั้น แท้จริงแล้วเขาเป็นคนขี้เกียจ พวกเขาเพียงแค่ต้องการหาข้ออ้างเพื่อนอนหลับและไม่ลุกขึ้นมาทำความดีในช่วงกลางคืน โดยเฉพาะในช่วงสิบคืนสุดท้ายของร่อมะฎอน
หากพวกเขาไม่อยากละหมาดเอง ก็ไม่ควรไปขัดขวางหรือทำให้ผู้อื่นหมดกำลังใจจากการละหมาดตะฮัจญุด
บรรดาศ่อฮาบะฮฺเคยละหมาดตะฮัจญุดร่วมกันในมัสยิด พวกเขาไม่ใช่พวกบิดอะฮ์ พวกเขาก็เคยละหมาดตะรอเวียะฮฺกับท่านนบี ﷺ หลายคืนในเดือนร่อมะฎอนเช่นกัน
ดังนั้น การละหมาดตะฮัจญุดเป็นญะมาอะฮฺ ไม่ใช่บิดอะฮ์ และการละหมาดเกิน 11 ร่อกะอัตก็ไม่เป็นปัญหา ท่านนบี ﷺ เคยละหมาด 11 ร่อกะอัตเป็นประจำ แต่ไม่ได้ห้ามการละหมาดมากกว่านั้น
บางคนที่กล่าวเช่นนี้ อาจเป็นอิหม่ามที่เหนื่อยล้าและไม่อยากนำละหมาด จึงอ้างว่าเป็นบิดอะฮ์เพื่อลดภาระตัวเอง โดยใช้ถ้อยคำเช่น "ไม่มีหลักฐาน" "เป็นบิดอะฮ์" "เกินขอบเขต" ซึ่งนั่นเป็นการหลีกเลี่ยงโดยใช้ข้ออ้างทางศาสนา"
سؤال وجواب من شرح كتاب الفرقان بين أولياء الرحمن وأولياء الشيطان ( 858
ท่านนบี ﷺ กล่าวว่า: "ผู้ใดกล่าวว่า
'ลาอิลาฮะอิลลัลลอฮฺ วัลลอฮุอักบัร
ลาอิลาฮะอิลลัลลอฮฺ วะฮฺดะฮฺ
ลาอิลาฮะอิลลัลลอฮฺ ลา ชะรีกะละฮฺ
ลาอิลาฮะอิลลัลลอฮฺ ละฮุลมุลกุ วะละฮุลฮัมดฺ
ลาอิลาฮะอิลลัลลอฮฺ วะลาเฮาละ วะลากูววะตะอิลลาบิลลาฮฺ'
ด้วยการนับด้วยนิ้วทั้งห้าของเขา
และท่านนบีﷺยังกล่าวอีกว่า:
"ผู้ใดกล่าวถ้อยคำเหล่านี้ในวันหนึ่ง คืนหนึ่ง หรือเดือนหนึ่ง แล้วเขาเสียชีวิตในวันนั้น คืนนั้น หรือเดือนนั้น บาปของเขาจะได้รับการอภัย"
และอีกรายงานหนึ่งระบุว่า:
"ผู้ใดกล่าวถ้อยคำเหล่านี้ในขณะเสียชีวิต ไฟนรกจะไม่แตะต้องตัวเขา"
(บันทึกโดย อันนะซาอีย์ และชัยคฺอัลบานีย์ -ร่อฮิมะฮุลลอฮฺ- ระบุว่าเป็นฮะดีษศ่อเฮียะฮฺ)
อิบนิ อุษัยมีน -ร่อฮิมะฮุลลอฮฺ-
"แท้จริงเดือนอันทรงเกียรติของพวกท่าน (คือเดือนรอมฎอน) กำลังจะจากลา ไม่อยู่กับเราแล้วนอกจากเวลาอีกเพียงน้อยนิด
ผู้ใดในหมู่พวกท่านที่ได้กระทำความดี ก็จงสรรเสริญอัลลอฮฺ และขอให้พระองค์ทรงตอบรับการกระทำนั้น
ส่วนผู้ใดในหมู่พวกท่านที่ละเลย จงหันกลับไปยังพระองค์ และขออภัยโทษสำหรับความบกพร่องของตนเอง
เพราะแท้จริง ความตาย อาจมาถึงก่อนที่เราจะมีข้อแก้ตัว"
مجالس رمضان 28 / 9 / 1427
•┈┈┈••✦✿✦••┈┈┈••┈┈┈••✦✿✦••┈┈┈••┈┈┈••✦✿✦••┈┈┈•