มนุษย์นั้นเป็นพยานต่อตนเองในสิ่งที่พวกเขาได้กระทำ
  จำนวนคนเข้าชม  3300


มนุษย์นั้นเป็นพยานต่อตนเองในสิ่งที่พวกเขาได้กระทำ

 

อาบีดีณ โยธาสมุทร...แปลเรียบเรียง

 

ดั้ฟอุอีฮามิลิฏติร้อบฯ โดยเชค มุฮัมหมัด อมีน อั้ชชันกีตี้ย์ ซูเราะฮฺ อั้ลอาดิย้าต

 

บิ้สมิ้ลลาฮิ้รร่อฮฺมานิ้รร่อฮีม คำพูดของพระองค์ ตะอาลา ที่ว่า

 

إِنَّ الْإِنسَانَ لِرَبِّهِ لَكَنُودٌ (6) وَإِنَّهُ عَلَىٰ ذَٰلِكَ لَشَهِيدٌ (7)

 

“แน่นอนว่า มนุษย์เป็นพวกที่ฝ่าฝืนดื้อดึงต่อพระเจ้าของเขาจริงๆ

และแน่นอนว่าเขาเองก็เป็นพยานยืนยันในเรื่องๆนี้เองด้วย”

 

          อายะฮฺนี้บ่งบอกให้ทราบไว้ว่า มนุษย์เป็นผู้ที่เป็นพยานยืนยันในการฝ่าฝืนดื้อดึงของตนเอง  ซึ่งก็หมายถึง การเป็นที่สุดของเขาในเรื่องการปฏิเสธนั่นเอง

 

          ที่จริงแล้วมีอายะฮฺอื่นๆอีกมากมายที่ให้ข้อมูลบ่งบอกไว้ขัดแย้งกับข้อมูลข้างต้น เช่น คำพูดของพระองค์ที่ว่า

 

وَهُمْ يَحْسَبُونَ أَنَّهُمْ يُحْسِنُونَ صُنْعًا )(104  الكهف)

 

“ในขณะที่พวกเขาเองคิดกันว่า พวกเขานั้นได้กำลังทำให้พฤติกรรมที่มีเป็นสิ่งที่ดีเลิศกันอยู่”

 

และคำพูดของพระองค์ที่ว่า

 

وَيَحْسَبُونَ أَنَّهُم مُّهْتَدُونَ (37  الزخرف)

 

“และพวกเขาคิดกันว่า พวกเขานี้แหละคือพวกที่อยู่บนทางที่ถูกต้อง”

 

และคำพูดของพระองค์ที่ว่า 

 

وَبَدَا لَهُم مِّنَ اللَّهِ مَا لَمْ يَكُونُوا يَحْتَسِبُونَ (47  الزمر)

 

“และสิ่งที่พวกเขาไม่เคยคาดคิดกันก็ปรากฏชัดขึ้นแก่พวกเขาจากอัลลอฮฺ”

 

 

ซึ่งคำตอบของกรณีนี้มีอยู่ด้วยกัน 3 ช่องทาง 

 

     1. การที่มนุษย์เป็นพยานว่า ตนฝ่าฝืนดื้อดึงนั้น คือ การที่สภาพของเขาได้เข้ามาเป็นพยานยืนยันด้วยการมีการฝ่าฝืนและดื้อดึงปรากฏชัดออกมานั่นเอง ซึ่งบางทีการกระทำที่เกิดขึ้นก็สามารถทำหน้าที่แทนคำพูดได้อย่างครบถ้วนพออยู่แล้ว

 

     2. การเป็นพยานของเขาต่อตนเองในเรื่องที่ว่านี้ มีขึ้นในวันกิยามะฮฺ   ดังที่คำพูดของพระองค์ที่ว่า

 

وَشَهِدُوا عَلَىٰ أَنفُسِهِمْ أَنَّهُمْ كَانُوا كَافِرِينَ (130 الأنعام)

 

“และพวกเขาก็ต่างเป็นพยานยืนยันต่อตัวของพวกเขาเองว่า พวกเขาเป็นพวกที่ปฏิเสธกันมา”

 

และคำพูดของพระองค์ที่ว่า 

 

فَاعْتَرَفُوا بِذَنبِهِمْ فَسُحْقًا لِّأَصْحَابِ السَّعِيرِ (11  الملك)

 

“แล้วพวกเขาจึงพากันยอมรับต่อบาปของพวกเขากัน ดังนั้น ช่างห่างไกลอย่างยิ่งสำหรับพวกชาวนรก”

 

และคำพูดของพระองค์ที่ว่า 

 

قَالُوا بَلَىٰ وَلَٰكِنْ حَقَّتْ كَلِمَةُ الْعَذَابِ عَلَى الْكَافِرِينَ (71 الزمر)

 

“พวกเขาพูดกันว่า ใช่ครับ แต่ว่าคำแห่งการลงโทษได้เกิดขึ้นจริงต่อพวกที่ปฏิเสธเสียแล้ว”

(ได้บ่งบอกเอาไว้)

 

     3. สรรพนามในคำพูดของพระองค์ที่ว่า

 

وَإِنَّهُ عَلَىٰ ذَٰلِكَ لَشَهِيدٌ (7)

 

“และแน่นอนว่า “เขา” เองก็เป็นพยานยืนยันในเรื่องๆนี้เองด้วย” 

 

 กลับไปหาพระเจ้าของมนุษย์ซึ่งถูกมีการกล่าวถึงไว้ในคำพูดของพระองค์ที่ว่า

 

إِنَّ الْإِنسَانَ لِرَبِّهِ لَكَنُودٌ (6)

 

“แน่นอนว่า มนุษย์เป็นพวกที่ฝ่าฝืนดื้อดึงต่อพระเจ้าของเขาจริงๆ”

 

          ซึ่งเมื่อเป็นเช่นนี้ก็เท่ากับว่า ไม่มีประเด็นปัญหาใดๆในอายะฮฺนี้อีก แต่อย่างไรก็ดี การให้สรรพนามในอายะฮฺกลับไปหาคำว่า มนุษย์ นั้น สอดคล้องกับรูปแบบการสื่อความหมายของข้อความตามนัยปกติมากกว่า โดยอาศัยหลักฐานจากคำพูดของพระองค์ที่ว่า

 

وَإِنَّهُ لِحُبِّ الْخَيْرِ لَشَدِيدٌ (8)

 

“และแน่นอนว่าเขาก็เป็นผู้ที่รักทรัพย์สินอย่างมากเอาเสียด้วย”

 

 

และความรู้ที่เที่ยงแท้นั้นอยู่ที่อัลลอฮฺตะอาลา