หลังจากที่ได้เรียนรู้ประวัติศาสตร์อันทรงเกียรติของท่านเราะซูล ที่บริสุทธิ์ จำเป็นที่บรรดามุสลิมจะต้องถามตนเองว่าได้รับประโยชน์อะไรบ้างจากการศึกษาประวัติศาสตร์ของท่านเราะซูล และสิ่งใดที่จำเป็นจะต้องละทิ้ง
แบบอย่างที่ดีนั้นมีอยู่ในตัวของท่านนะบี และการกระทำของท่าน เป็นสิ่งที่ควรค่าแก่การปฏิบัติ ในที่นี้จะสรุปบางส่วนดังนี้ ;
1. มุสลิมได้รู้ถึงสถานะที่พระองค์อัลลอฮ์ซุบฮานะฮูวะตะอาลา ได้ทรงให้เกียรติแก่ท่านเราะซูล และทรงเจาะจงให้ท่านมีเกียรติเหนือมนุษย์ชาติทั้งมวล เป็นผู้นำของบรรดาเราะซูล และเป็นนะบีท่านสุดท้าย ฉะนั้น จำเป็นที่มุสลิมจะต้องให้เกียรติท่าน ในฐานะที่สูงส่ง ไม่เทียบเคียงมนุษย์คนใด เป็นเรื่องที่จำเป็นสำหรับการศรัทธาของมุสลิมจะไม่สมบูรณ์เว้นแต่จะต้องให้เกียรติแก่ท่านในฐานะที่สูงส่ง
ดังที่ท่านเราะซูล ได้กล่าวว่า :
لايؤمن أحدكم حتى أكون أحب إليه من والده وولده والناس أجمعين
“คนหนึ่งคนใดในพวกท่านจะยังไม่ศรัทธา จนกว่าฉันจะเป็นที่รักแก่เขายิ่งกว่าบิดาของเขา ลูกๆของเขา และมนุษย์ทั้งผอง”
การแสดงออกซึ่งความรักต่อท่านเราะซูล ;
-
รำลึกถึงท่านให้มาก และสดุดีสรรเสริญท่านเป็นประจำ เพราะถ้าใครก็ตามรักสิ่งหนึ่งสิ่งใดแล้ว เขาจะต้องรำลึกถึงสิ่งนั้นให้มาก
-
การปฏิบัติตามแบบฉบับของท่านเราะซูล
ดำเนินตามแนวทางและให้แบบฉบับของท่านเราะซูล
อยู่เหนือกว่าอารมณ์ใฝ่ต่ำและความปราถนาของกิเลส ไม่นำคำพูดของมนุษย์อื่นอยู่เหนือกว่าคำพูดของท่านเราะซูล
จะต้องนำคำพูดของท่านและแบบฉบับของท่านมาใช้ตัดสินข้อพิพาทในสิ่งที่ห้ามและสิ่งที่ใช้
ดังที่พระองค์อัลลอฮ์ซุบฮานะฮูวะตะอาลา ทรงตรัสไว้ในอัลกุรอานว่า :
และสิ่งใดที่อัลลอฮฺทรงให้ร่อซูลของพระองค์ยึดมาได้จากชาวเมือง(พวกกุฟฟาร)เป็นสิทธิของอัลลอฮฺและร่อซูลและญาติสนิทและเด็กกำพร้าและผู้ขัดสนและผู้เดินทาง เพื่อมันจะมิได้หมุนเวียนอยู่ในระหว่างผู้มั่งมีของพวกเจ้าเท่านั้น และอันใดที่ท่านได้ห้ามพวกเจ้าก็จงละเว้นเสีย พวกเจ้าจงยำเกรงอัลลอฮฺเถิด แท้จริงอัลลอฮฺเป็นผู้ทรงเข้มงวดในการลงโทษ (อัลฮัชร์ 59 : 7)
พระองค์อัลลอฮ์ซุบฮานะฮูวะตะอาลา ทรงตรัสว่า :
จงกล่าวเถิด(มุฮัมมัด) ว่า หากพวกท่านรักอัลลอฮ์ ก็จงปฏิบัติตามฉัน อัลลอฮ์ ก็จะทรงรักพวกท่าน และจะทรงอภัยให้แก่พวกท่าน ซึ่งบรรดาโทษทั้งหลายของพวกท่าน และอัลลอฮ์นั้นเป็นผู้ทรงอภัยโทษ เป็นผู้ทรงเมตตาเสมอ (อาละอิมรอน 3 : 31)
-
ไม่ทำการเคารพอันเลยเถิดและยกย่องท่านนะบี เกินกว่าตำแหน่งที่แท้จริงของท่าน อย่าสรรเสริญในสิ่งที่ไม่ใช่คุณลักษณะที่คู่ควรแก่ท่าน
มีผู้อ้างว่าท่านนะบี นั้นรู้ในเรื่องเร้นลับ หรือว่าสามารถให้คุณและโทษได้ หรือขอวิงวอนกับท่านเราะซูล หลังจากที่ท่านได้จากโลกนี้ไปแล้ว เช่น ขอความทุกข์โศกให้หมดไป สิ่งเหล่านี้เป็นการค้านต่อคำสั่งสอนของท่าน และเป็นการล่วงละเมิดคุณลักษณะของพระองค์อัลลอฮ์ซุบฮานะฮูวะตะอาลา
ดังที่ท่านเราะซูล ได้กล่าวไว้ในฮะดีษตอนหนึ่งว่า :
لا تطروني كما أطرت النصارى عيسى بن مريم ، فإنما أنا عبد الله ورسوله ، فقولوا عبد الله ورسوله
“พวกท่านทั้งหลายอย่าได้ยกย่องเชิดชูฉันจนเกินขอบเขตเสมือนดังที่พวกนะซอรอได้ยกย่องเชิดชูจนเกินเลยขอบเขตต่อท่านนะบีอีซาบุตรพระนางมัรยัม แท้จริง ฉันนี้เป็นบ่าวของอัลลอฮ์ซุบฮานะฮูวะตะอาลา และเป็นศาสนฑูตของพระองค์ ดังนั้น พวกเจ้าทั้งหลายจงกล่าวเถิดว่า(ฉันเป็น) บ่าวของอัลลอฮ์และเป็นศาสนทูตของพระองค์”
ได้มีรายงานจากอับดุลลอฮ บุตรอิบนุซะคี๊ร จากบิดาของเขาว่า ฉัน(ซะคี๊ร) มาหาท่านเราะซูล ซึ่งมีกลุ่มชนหนึ่งจากเหล่าอามิร ดังนั้น ฉัน(ซะคี๊ร) ได้ให้สลามแก่ท่านและฉันได้กล่าวแก่ ท่านเราะซูล ว่า :
ท่านเป็นบิดาของเรา ท่านเป็นนายของเรา และท่านก็เป็นผู้ที่ประเสิรฐเหนือกว่าเราอย่างแน่นอน และท่านเป็นผู้ที่มีเกียรติสูงกว่าเรา และเป็นที่รักใคร่ของคนทั่วไป
ท่านเราะซูล จึงกล่าวว่า :
( قولوا بقولكم لا يستهوينكم الشيطان )
“พวกเขาเหล่านั้น(มุสลิมีน)ได้กล่าวเหมือนดั่งที่พวกเจ้ากล่าว พวกเจ้าทั้งหลายอย่าให้ชัยฏอนนั้นมาทำให้พวกเจ้าหลงใหล”
พระองค์อัลลอฮ์ซุบฮานะฮูวะตะอาลา ทรงตรัสว่า :
“(มุฮัมมัด)จงกล่าวเถิดว่า ฉันไม่มีอำนาจที่จะครอบครองประโยชน์ใดๆ และโทษใดๆไว้เป็นกรรมสิทธิ์แก่ตัวของฉันได้ นอกจากสิ่งที่อัลลอฮ์ทรงประสงค์เท่านั้น และหากว่าฉันเป็นผู้ที่รู้สิ่งเร้นลับแล้ว แน่นอน ฉันก็ย่อมกอบโกยสิ่งที่ดีไว้มากมายแล้ว และความชั่วร้ายก็ย่อมไม่ประสบกับฉันได้ ฉันมิใช่ใครอื่น นอกจากเป็นผู้ตักตือน และเป็นผู้ประกาศข่าวดีแก่กลุ่มชนที่ศรัทธาเท่านั้น” (อัลอะอรอฟ 7 : 188)
พระองค์อัลลอฮ์ซุบฮานะฮูวะตะอาลา ทรงตรัสไว้อีกว่า :
“แท้จริงภัยพิบัติจะหมดไป ก็เป็นเรื่องเฉพาะของพระองค์อัลลอฮ์เท่านั้น มิใช่เป็นเรื่องของนะบีหรือบุคคลอื่นๆ”
ดังที่พระองค์อัลลอฮ์ซุบฮานะฮูวะตะอาลา ตรัสว่า :
“และหากว่าอัลลอฮ์ ทรงให้ความเดือดร้อนอย่างหนึ่งอย่างใดประสพแก่เจ้าแล้ว ก็ไม่มีผู้ใดจะปลดเปลื้องมันได้ นอกจากพระองค์เท่านั้น และหากพระองค์ทรงให้ความดีอย่าหนึ่งอย่างใดประสพแก่เจ้า แท้จริง พระองค์นั้นทรงเดชานุภาพเหนือทุกสิ่งทุกอย่าง” (อัล-อันอาม 6 : 17 )
2. ถ้าเรารู้ถึงประวัติของท่านนะบี ซึ่งเป็นการประมวลประวัติศาสตร์ และจริยธรรมของท่าน ดังนั้นจึงจำเป็นแก่บรรดามุสลิมทั้งหลายที่จะต้องปฏิบัติตามจริยธรรม และการปฏิบัติตัวของท่านนะบี ต่อพระองค์อัลลอฮ์ซุบฮานะฮูวะตะอาลา และกับมนุษย์ทั้งหลาย ในสภาพการณ์ต่างๆ
3. ถ้าเราได้ศึกษาประวัติศาสตร์ของท่านนะบี กับบรรดาซอฮาบะห์อันทรงเกียรติแล้วถือได้ว่าบรรดาซอฮาบะฮ์ ได้มีฐานะอันสูงส่ง ณ ที่ อัลลอฮ์ซุบฮานะฮูวะตะอาลา และศาสนฑูตของพระองค์ สิ่งที่เป็นประโยชน์อันยิ่งใหญ่ของพวกเขาคือ การช่วยเหลือศาสนาของอัลลอฮ์ซุบฮานะฮูวะตะอาลา และผลสะท้อนต่อพวกเราๆและมนุษยชาติทั้งหลาย คือความประเสริฐในการเผยแพร่ศาสนาอิสลามและการเรียกร้องไปสู่อัลลอฮ์ซุบฮานะฮูวะตะอาลา ดังนั้นจำเป็นที่จะต้องรักบรรดาซอฮาบะฮ์ ให้เกียรติพวกเขาพึงพอใจในพวกเขาเสมือนดั่งที่พระองค์ได้ทรงพึงพระทัยในพวกเขา
ดังที่พระองค์อัลลอฮ์ซุบฮานะฮูวะตะอาลา ตรัสว่า :
“บรรดาบรรพชนรุ่นแรกจากบรรดาผู้อพยพ(ชาวมุฮาญิรีนจาก มักกะฮ) และในหมู่ผู้ให้ความช่วยเหลือ(ชาวอันศ๊อรจากมะดีนะห์) และบรรดาผู้ดำเนินตามพวกเขาด้วยการทำดีนั้น อัลลอฮ์ทรงพอพระทัยในพวกเขาแล้ว และพวกเขาก็พึงพอใจในพระองค์ด้วย และพระองค์ทรงเตรียม บรรดาสวนสวรรค์ที่มีแม่น้ำหลายสายไหลผ่านอยู่เบื้องล่างไว้ให้พวกเขาแล้ว พวกเขาจะพำนักอยู่ในนั้นตลอดกาล นั่นคือชัยชนะอันใหญ่หลวง” (อัตเตาบะฮ์ 9 : 100)
ดังนั้น เราจะต้องให้เกียรติต่อบรรดาซอฮาบะฮ์ และผู้ใดก็ตามไม่ให้เกียรติและลบหลู่เกียรติบรรดาซอฮาบะฮ์ ถือว่าผู้นั้นเป็นผู้ที่ทรยศต่ออัลลอฮ์ซุบฮานะฮูวะตะอาลา และฝ่าฝืนคำสั่งของท่านเราะซูล
ท่านเราะซูล ได้กล่าวไว้ว่า :
لاتسبوا أصحابي فلو أن أحدكم أنفق مثل أحد ﺬهبا ما بلغ مد أحدهم ولا نصيفه
“พวกท่านทั้งหลายอย่าได้ด่าทอซอฮาบะฮ์ของฉัน ถ้าหากว่าคนหนึ่งคนใดในพวกท่านได้บริจาคทองคำเท่ากับภูเขาอุฮุด ก็ไม่เท่ากับหนึ่งทนานหรือครึ่งทนานของเขา(ซอฮาบะฮที่บริจาคไป)”
และมุสลิมจะต้องปกป้องเกียรติยศศักดิ์ศรีของบรรดาซอฮาบะฮ์ ถึงแม้ว่าพวกกุฟฟ๊าร(ผู้ปฏิเสธศรัทธา) และพวกมุนาฟิก(ผู้กลับกลอก) จะทำลายก็ตาม
4. จากการศึกษาประวัติศาสตร์ของท่านนะบี ทำให้บรรดามุสลิมได้เข้าใจว่า ศาสนาอิสลามนั้นมิได้เผยแพร่ไป เว้นแต่ด้วยความอุตสาหะและความเสียสละของมนุษย์ชาติอันใหญ่หลวง นี่แหละเป็นแนวทางของอัลลอฮ์ซุบฮานะฮูวะตะอาลา
ถ้ามนุษย์ไม่อุตสาหะและไม่เสียสละแล้ว อัลลอฮ์ซุบฮานะฮูวะตะอาลา ยังคงความสามารถที่จะทำให้คำดำรัสของพระองค์สูงส่ง และทำให้ศาสนาของพระองค์ปรากฏเป็นที่ประจักษ์ชัดแจ้งได้ และทำให้ผู้ปฏิเสธศรัทธาและพวกพ้องของเขาต้องตกต่ำลง ด้วยประกาศิตที่พระองค์ทรงกล่าวว่า : จงเกิดขึ้น สิ่งนั้นมันก็เกิดขึ้นได้ แต่ที่อัลลอฮ์ซุบฮานะฮูวะตะอาลา ทรงประสงค์เช่นนี้ เพื่อเป็นการทดสอบบ่าวของพระองค์ ดังนั้นพระองค์ จะทรงยกระดับให้แก่ผู้ศรัทธาและให้เป็นหลักฐานยืนยันแก่บรรดาผู้ที่ปฏิเสธศรัทธาและผู้ที่บิดพริ้ว
ดังนั้น เป็นภาระและหน้าที่ของมุสลิมที่ต้องทำตัวให้เป็นทหารเพื่อช่วยเหลือในศาสนาของอัลลอฮ์ซุบฮานะฮูวะตะอาลา และจะต้องทุ่มเทเต็มกำลังความสามารถ อย่าให้ผู้ที่หลอกลวง หรือผู้ที่ปรปักษ์ต่อศาสนาพระองค์มาเป็นผู้ปกครองศาสนานี้
สุดท้ายนี้ ขอพระองค์อัลลอฮ์ซุบฮานะฮูวะตะอาลา ทรงประทานความสำเร็จและความเจริญก้าวหน้าต่อผู้ศรัทธา การสรรเสริญทั้งมวลนั้นเป็นกรรมสิทธิ์ของพระองค์ ซึ่งสิ่งที่ดีๆนั้นจะสมบูรณ์ได้ด้วยความโปรดปรานของพระองค์ และขอความจำเริญจากอัลลอฮ์ซุบฮานะฮูวะตะอาลา จงประสพแด่นะบีมุฮัมมัด ของพวกเราด้วยเถิด